ราชกิจจาฯ ประกาศห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออนไลน์

ราชกิจจาฯ ประกาศห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออนไลน์

ราชกิจจาฯ ประกาศห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออนไลน์

รูปข่าว : ราชกิจจาฯ ประกาศห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออนไลน์

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางออนไลน์ เพื่อป้องกันเยาวชนเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีผลบังคับใช้ในอีก 90 วัน

วันนี้ (9 ก.ย.2563) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีการหรือในลักษณะการขายทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2563 เนื่องจากในปัจจุบันมีวิวัฒนาการของการใช้เทคโนโลยีที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ผู้ประกอบการและร้านค้าบางส่วนใช้ช่องทางในการซื้อขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากยิ่งขึ้น ทำให้ยากต่อการควบคุมเกี่ยวกับเรื่องวัน เวลา สถานที่ และบุคคลตามที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนสามารถเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้โดยง่ายและลดผลกระทบอันเกิดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จึงมีความจำเป็นในการออกประกาศ เพื่อกำหนดเป็นมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 และมาตรา 30 (6) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 นายกรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ห้ามผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือบริการที่เกี่ยวข้องกับการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ต่อผู้บริโภคโดยตรงหรือเป็นการดำเนินการใดๆ ในลักษณะการเชิญชวนให้ซื้อ การเสนอขายหรือการขายสินค้าหรือบริการต่อผู้บริโภคโดยตรงด้วยการตลาดหรือบริการการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในลักษณะของการสื่อสารข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยผู้ขายและผู้บริโภคซื้อขายได้โดยไม่ต้องพบกัน

ข้อ 2 ประกาศนี้ไม่ใช้บังคับแก่กรณีการซื้อขายและการชำระราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ณ ร้านค้า ร้านอาหาร หรือสถานที่ที่ให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ข้อ 3 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

ขณะที่สื่อสังคมออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์ถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า เป็นการเอื้อผลประโยชน์ต่อนายทุน และตัดช่องทางจำหน่ายของผู้ค้ารายย่อย ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้ค้ารายย่อยก็มีช่องทางการจำหน่ายน้อยอยู่แล้ว รวมทั้งยังมีข้อจำกัดอื่นๆ โดยก่อนหน้านี้ นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตกร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ (อดีตผู้ต้องหาเคยถูกจับกุมกรณีผลิตเบียร์) เคยตั้งกระทูทั่วไป เกี่ยวกับปัญหาของ กฎกระทรวงอนุญาตผลิตสุรา โดยตั้งข้อสังเกตว่า เบียร์มูลมีมูลค่าการตลาด 20,000 ล้านบาท แต่ไทยกลับมีเบียร์ไม่กี่ยี่ห้อ เพราะติดเงื่อนไขในกฎกระทรวงการอนุญาตผลิตสุรา

1.อุตสาหกรรมผลิตเบียร์แล้วขายหน้าโรงเบียร์ การขอใบอนุญาติต้องผลิตขั้นต่ำ 1 แสนลิตรต่อปี คิดเป็นวันละ 300 ลิตร
และ 2.อุตสาหกรรมผลิตเบียร์แล้วใส่ขวดขาย การขอใบอนุญาตต้องผลิตขั้นต่ำ 10 ล้านลิตรต่อปี คิดเป็นวันละ 30,000 ลิตร ซึ่งในทางปฏิบัติเท่ากับการตั้งโรงเบียร์อาจะต้องใช้ทุนมากกว่า 1,000 ล้านบาท

ขณะที่ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ณ เวลานั้น ชี้แจงว่า ยอมรับว่า ปริมาณ ขั้นตอนผลิต และทุนจดทะเบียน เป็นสาเหตุที่ทำให้รายย่อยไม่สามารถแข่งขันได้ ซึ่งกรมสรรพามิตกำลังศึกษาถึงความเหมาะสม ส่วนที่กล่าวหาว่าเอื้อทุนรายใหญ่ไม่จริง เพราะการผลิตต้องคำนึงถึงมาตรฐานและความปลอดภัยด้วย

 

กลับขึ้นด้านบน