“ภูเก็ต” ลดตายบนท้องถนนกว่าครึ่งในรอบทศวรรษ

“ภูเก็ต” ลดตายบนท้องถนนกว่าครึ่งในรอบทศวรรษ

“ภูเก็ต” ลดตายบนท้องถนนกว่าครึ่งในรอบทศวรรษ

รูปข่าว : “ภูเก็ต” ลดตายบนท้องถนนกว่าครึ่งในรอบทศวรรษ

สอจร. ชู “ภูเก็ต” เมืองท่องเที่ยวต้นแบบ หลังประสบความสำเร็จลด “ตาย” จากอุบัติเหตุทางถนนลงกว่า 50% ในรอบทศวรรษเหลือประมาณ 150 คนต่อปี หลังแก้ไขจุดเสี่ยงกว่า 200 จุด ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย และปลูกฝังวินัยจราจร

วันนี้ (22 ก.ย.2563)  นพ.วิวัฒน์ ศีตมโนชญ์ รองประธานแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรในระดับจังหวัด (สอจร.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของจ.ภูเก็ต จัดอยู่ในอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศไทยมาโดยตลอด แต่ละวันมีผู้สัญจรบนถนนทั้งคนไทยและคนต่างชาติ ได้รับบาดเจ็บ 35 คน เสียชีวิตปีละกว่า 300 คน ในปี 2551 ภูเก็ตจึงได้เริ่มจัดทำยุทธศาสตร์ด้านการจัดการอันตรายบนถนนที่ได้รับการสนับสนุนทั้งจากหน่วยงานภายในจังหวัด และภายนอกระดับประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ SAFER ROADFOUNDATION, WORLD HEALTH ORGANIZATION และBLOOMBERG PHILANTHROPHIES รวมทั้งมียุทธศาสตร์ เพื่อสร้างความปลอดภัยทางถนนด้วยการนำข้อมูลและพัฒนาระบบข้อมูล MIS Rankingมาใช้วิเคราะห์สถานการณ์

รวมทั้งสร้างภาคีเครือข่ายในจังหวัดมีการทำมาตรการองค์กร มีการสื่อสารสู่สาธารณะ ปลูกฝังวินัยจราจรในกลุ่มเด็กเล็กจนถึงเยาวชน เป็นการเปลี่ยนจากความเสี่ยง เป็นนโยบายสู่การลงมือทำ มีการตรวจจับดื่มแล้วขับ กำหนดให้มีการสวมหมวกนิรภัย 100% จัดการแก้ไขจุดเสี่ยงนำเทคโนโลยีมาใช้ พัฒนาระบบสัญญาณและสัญลักษณ์จราจรทั่วจังหวัด

ปัจจุบันสามารถลดจำนวนผู้เสียชีวิตลงถึง 50% อยู่ที่ประมาณ 150 คนต่อปี

แก้ไขจุดเสี่ยง 200 จุด-เครือข่ายเข้มแข็ง

นพ.วิวัฒน์ กล่าวว่า  ความสำเร็จที่เกิดขึ้นทำให้ภูเก็ต เป็นที่จับตามองทุกด้านเนื่องจากมีการบริหารจัดการที่ดีโดยเฉพาะการวิเคราะห์จุดเสี่ยงเสียชีวิต และลงมือแก้ไขปัญหาวิศวกรรมจราจร
ด้วยความร่วมมือของทางหลวงจังหวัด ทางหลวงชนบท ท้องถิ่นและผู้ว่าราชการจังหวัด จนถึงตอนนี้ได้การดำเนินการแก้ไขจุดเสี่ยงมากว่า 200 จุดทั่ว แก้ไขด้านวิศวกรรมจราจร เช่น การปิดจุดกลับรถ การทำเนินชะลอความเร็ว ลูกระนาด พร้อมป้ายเตือนความเร็ว ป้ายสะท้อนแสงเข้าโค้ง การติดตั้งไฟจราจรในทางแยกที่เกิดอุบัติเหตุบ่อย การติดตั้งไฟเตือนและแสงสว่าง และการทำวงเวียน

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสริมอีก 3 ด้าน ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ได้แก่ ภาคีเครือข่ายและแกนนำจังหวัดที่เข้มแข็ง มีหน่วยงานร่วมกันทางานกว่า 20 องค์กร  ใช้ข้อมูลเป็นตัวขับเคลื่อนวิเคราะห์ปัจจัยความเสี่ยงของ คน รถถนน และระดับนโยบายโดยผู้ว่าราชการ และหัวหน้าส่วนระดับจังหวัด อำ เภอ และท้องถิ่นร่วมสนับสนนุการทำงาน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ รวมทั้งด้านเทคโนโลยี ภูเก็ตได้รับงบสนับสนุนจาก Safer Roads Foundation ทำให้มีการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีต่างๆ 

 

มีระบบตรวจจับความเร็ว ระบบ Red Light Camera ตรวจจับการสวมหมวกนิรภัย ความเร็ว การฝ่าไฟแดง เครื่องชั่งน้ำหนักรถบรรทุก ป้องกันการบรรทุกเกินและอุบัติเหตุรถตกเขา เครื่องตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดที่มีมากกว่า 70 เครื่อง และป้ายเตือนYour Speed ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัยอย่างชัดเจน

สำหรับต้นแบบการแก้ไขจุดเสี่ยงโดยการแก้ไขสิ่งแวดล้อมทางถนนเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น บริเวณหน้าศาลากลาง จ.ภูเก็ต บริเวณแยกนริศรตัดกับถนนสุรินทร์เป็นหนึ่งในจุดเสี่ยงที่มักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ในปี 2558 เกิดอุบัติเหตุกลางทางแยก 36 ครั้ง บาดเจ็บ 36 คน เสียชีวิต 5 คน

สาเหตุหลักคือการฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร แต่ภายหลังแก้ไขปรับเปลี่ยนจากสี่แยกไฟแดงเป็นวงเวียนสุรินทร์นริศร อุบัติเหตุลดลงอย่างชัดเจน

คนฝ่าฝืนกฎจราจรอันดับ 1 

นายสมหวัง โลหะณุช ผอ.แขวงทางหลวงภูเก็ต กล่าวว่า บริเวณวงเวียนสุรินทร์นริศร เป็นหนึ่งในจุดเสี่ยงของภูเก็ต เนื่องจากตั้งอยู่ใจกลางหน่วยงานสำคัญของจังหวัด ทั้งศาลากลางจังหวัด สำนักงานเทศบาลนครภูเก็ต และโรงเรียนอนุบาลภูเก็ต มีปริมาณรถสัญจรหนาแน่น ไม่ต่ำกว่า 3,000 คันในช่วงเร่งด่วนเช้าและเย็น ทำให้จุดนี้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เพราะส่วนใหญ่ขับขี่มาด้วยความเร็วสูง

เมื่อปี 2552 แขวงทางหลวงภูเก็ต เปลี่ยนจากสี่แยกไฟแดงมาเป็นวงเวียน พร้อมติดป้ายเตือน
ขีดสีตีเส้นบนพื้นถนนอย่างชัดเจน รวมถึงติดตั้งกล้องบันทึกภาพเพราะต้องการปรับพฤติกรรมขับขี่ให้คนชะลอความเร็วทำให้อุบัติเหตุบริเวณนี้ลดลงอย่างชัดเจน จากเฉลี่ยเดือนละไม่ต่ำกว่า 12ครั้ง เหลือเพียงไม่ถึง 3 ครั้ง ขณะที่ยอดตายกลายเป็นศูนย์

ปัจจุบันภูเก็ตมีวงเวียน 7 แห่ง แม้เคยมีการการต่อต้านแต่เมื่อมีการชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวบ้าน และพบว่าช่วยลดอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกคนจึงเห็นถึงประโยชน์  

 

ด้าน พล.ต.ท.ธีระพล ทิพย์เจริญ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ภูเก็ต เป็นจังหวัดที่มีค่าเฉลี่ยการจับกุมผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ โดยเฉพาะข้อหาเมาแล้วขับ

และการตรวจจับผู้ขับขี่ที่ไม่สวมหมวกกันน็อก ทำให้ทุกวันนี้อัตราสวมหมวกหมวกนิรภัยขยับเพิ่มสูงขึ้นเป็นอันดับ 2ของประเทศ รองจาก กทม.

ขณะนี้ทั่วเมืองภูเก็ต มีกล้องตรวจจับการฝ่าไฟแดง กระจายอยู่ 10 จุด เพื่อลดอุบัติเหตุจากการฝ่าไฟจราจร นอกจากนี้ยังได้ทำการเก็บข้อมูลจุดเสี่ยงต่างๆ นำมาวิเคราะห์เพื่อแก้ไขปัญหาดำเนินการควบคู่กันส่วนหนึ่งต้องแก้ทางวิศวกรรมจราจรและอีกส่วนต้องแก้ที่พฤติกรรมการขับขี่ โดยเฉพาะกวดขันการใช้ความเร็วและตรวจจับการเมาแล้วขับ

ตำรวจเน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง แต่ค่าเฉลี่ยผู้ฝ่าฝืนมาเสียค่าปรับแค่ 10% เท่านั้น เมื่อโดนจับกุมมักจะมีการโต้เถียงและไม่พอใจหรือทำผิดมาอย่างยาวนานจนเข้าใจว่าทำถูกต้องแล้วเช่น จอดรถทับทางม้าลาย ฝ่าฝืนจุดห้ามจอดขาวแดงหรือจุดให้จอดได้ชั่วคราวขาวเหลือง ขณะที่ตำรวจบางกลุ่มอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายหาประโยชน์ส่วนตัวทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นการบังคับใช้กฎหมายและยังคงเป็นปัญหาที่ต้องร่วมกันแก้ไข

 

 

กลับขึ้นด้านบน