เวทีเปิดพื้นที่สานเสวนาเห็นต่างการเมือง

เวทีเปิดพื้นที่สานเสวนาเห็นต่างการเมือง

เวทีเปิดพื้นที่สานเสวนาเห็นต่างการเมือง

รูปข่าว : เวทีเปิดพื้นที่สานเสวนาเห็นต่างการเมือง

คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองได้พูดคุยแลกเปลี่ยนผ่านเวทีโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่องสานเสวนาเยาวชนผู้สนใจการเมือง ภายใต้หัวข้อปฏิรูปการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข

ถือเป็นครั้งแรก ๆ ก็ว่าได้ สำหรับสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ที่มีความพยายามเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองได้พูดคุยแลกเปลี่ยนผ่านเวทีโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่องสานเสวนาเยาวชนผู้สนใจการเมือง ภายใต้หัวข้อปฏิรูปการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข จัดโดยคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร และนักวิชาการด้านสันติ

 

รูปแบบกิจกรรมเริ่มต้นจากการให้ผู้ที่เข้าร่วม ซึ่งส่วนใหญ่คือเยาวชนที่มีความเห็นต่างทางการเมือง ทั้งกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม กลุ่มไทยภักดี ภาคีนักศึกษาศาลายา กลุ่มประชาชนปลดแอก และสถาบันทิศทางไทย ได้ทำความรู้จักกัน ผ่านการแนะนำตัวพร้อมเขียนถึงความคาดหวัง และข้อกังวล

 

นายชาญณรงค์ ครุฑโต ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มไทยภักดี กล่าวว่า "แค่เรื่องการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คำเดียวกันแต่ทั้ง 2 ฝั่งก็มองไม่เหมือนกัน ถามว่าควรจะมีอย่างนี้ต่อมั้ย ผมคิดว่า มีก็จะดี สมมติว่าถ้าเราฟังสิ่งที่เขาพูดจากโทรทัศน์ที่บ้านและเขาฟังเราจากโทรทัศน์ที่บ้าน มันจะยิ่งสร้างบรรยากาศแห่งความอึมครึม หรือพร้อมที่จะปะทะหรือพร้อมที่จะเดือดได้ตลอดเวลา ถ้าเกิดเรามาคุยกันตรง ๆ แลกเปลี่ยนความเห็นกัน ก็เป็นเรื่องที่ดี "

 

ขณะที่ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม กล่าวว่า " จริง ๆ หนูชอบนะการที่เรามานั่งคุยกัน หนูชอบการที่เรามานั่งฟังความเห็นกันและกัน เราคิดยังไง เขาคิดยังไง เราอาจจะได้หาตรงกลางกัน มันอยู่ในเรื่องกระบวนการและสัดส่วน คือ วันนี้กลุ่มไทยภักดีและสถาบันทิศทางไทยมาน้อย แต่ว่าถ้าในโอกาสหน้า ถ้ามีอีกและสัดส่วนดีกว่านี้ หนูคิดว่าก็เป็นเรื่องที่ดีที่เราจะมาคุยกันอีก ยังไงเวทีเหล่านี้ต้องมีเรื่อย ๆ เราต้องพูดคุยกันเรื่อย ๆ สุดท้ายนี่คือเสน่ห์ของประชาธิปไตยในการถกเถียงกันและหาจุดตรงกลางร่วมกัน "


ก่อนจะแบ่งกลุ่มย่อย ตามเดือนเกิด เพื่อร่วมกันอภิปรายแลกเปลี่ยนความเห็นเป็นรายกลุ่มในประเด็น "สังคมไทยในอนาคตที่ท่านอยากเห็น" พร้อมสะท้อนวิสัยทัศน์และความรู้สึกต่อการเมืองในอดีต ปัจจุบัน เพื่อเป็นแนวทางในการค้นหาคุณค่าและเหตุปัจจัยต่าง ๆ โดยเน้นหลักการฟังและพูด สื่อสารอย่างสันติ ผ่านกระบวนการที่มีทั้งนักวิชาการด้านสันติวิธี และกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งตัวแทนเยาวชนที่เห็นต่าง เห็นตรงกันว่าการเปิดพื้นที่กลางลักษณะนี้ทำให้สามารถสื่อสารและรับฟังกันได้มากขึ้น แต่หากจะมีเวทีเช่นนี้อีกในอนาคต อาจปรับสัดส่วนจำนวนผู้เห็นต่างที่เข้าร่วมกระบวนการให้ใกล้เคียงกันมากกว่านี้

 

ขณะที่นายเอกพันธุ์ ปิณฑวณิช ผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การเปิดพื้นที่ปลอดภัยในวันนี้เป็นหนึ่งในกระบวนการสร้างสันติวิธีให้เกิดขึ้นกับผู้ที่มีความเห็นต่าง ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนพูดคุยถึงความต้องการ และข้อเรียกร้อง รวมไปถึงข้อเสนอต่างๆ ซึ่งอาจสามารถพัฒนาไปสู่จุดร่วมที่ทุกฝ่ายจะขับเคลื่อนภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

 

นอกจากนี้ยังมีการเสวนาในประเด็นการปฏิรูปการเมืองระบอบประชาธิปไตย รวมไปถึงการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุม บางกลุ่ม โดยมีนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ เจ้าของนามปาก ส.ศิวรักษ์ นักคิด-นักเขียน และรองศาสตราจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้ร่วมเสวนา

 

 

 

กลับขึ้นด้านบน