ครม.อนุมัติ “เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ-คนละครึ่ง-ช้อปดีมีคืน”

ครม.อนุมัติ “เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ-คนละครึ่ง-ช้อปดีมีคืน”

ครม.อนุมัติ “เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ-คนละครึ่ง-ช้อปดีมีคืน”

รูปข่าว : ครม.อนุมัติ “เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ-คนละครึ่ง-ช้อปดีมีคืน”

ครม.อนุมัติ 3 มาตรการ “ช้อปดีมีคืน คนละครึ่ง เติมเงินบัตรคนจน” กระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ

วันนี้ (12 ต.ค.2563) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่า ที่ประชุม ครม. มีการอนุมัติหลายเรื่องในด้านเศรษฐกิจ เรื่องสำคัญมุ่งเน้นมาตลอดในช่วงที่ผ่านมา คือการดูแลบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ช่วยคนไทยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้ ขณะเรื่องที่ประชุมในศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 (ศบศ.) และรัฐบาลกำลังทำมีทั้งการปรับปรุงมาตรการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตที่เกิดขึ้นทั่วโลก ปรับปรุงมาตรการต่าง ๆ ให้ดีขึ้น รวมถึงมาตรการใหม่ ๆ ที่ออกมาเพิ่มเติม ซึ่งต้องทำหลาย ๆ มาตรการไปพร้อม ๆ กัน เป้าหมายหลักคือการช่วยคนมีรายได้น้อยให้พอมีเงินใช้จ่าย ส่วนคนที่มีรายได้มากคนที่มีเงินแต่ไม่อยากใช้ออกมาใช้จ่ายด้วยเพื่อดึงเงินให้เข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

 

สำหรับ 3 มาตรการสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายในประเทศซึ่งที่ประชุม ครม.อนุมัติวันนี้ ได้แก่

1. มาตรการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้ประชาชน 14 ล้านคน คนละ 1,500 บาท ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนดำเนินการ

2. มาตรการคนละครึ่ง กระตุ้นการใช้จ่าย โดยประชาชนจ่ายครึ่งหนึ่ง รัฐบาลช่วยออกอีกครึ่งหนึ่ง เพื่อซื้อสินค้าปลีก

3. มาตรการช้อปดีมีคืน ประชาชนนำค่าใช้จ่ายซื้อสินค้ามาลดหย่อนได้ 30,000 บาท โดยเป็นการซื้อสินค้าคงทน

ทั้ง 3 มาตรการ เพื่อดึงเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เมื่อมีการใช้จ่ายก็เกิดการผลิต การจ้างงาน ทำให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ แต่หากไปใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ มันก็คือปัญหา และเพื่อให้คนซื้อมีเงินซื้อสินค้าและบริการ เจ้าของสินค้า คนผลิต เจ้าของร้านค้าสามารถขายของได้ เกิดการซื้อขาย กระจายเงิน สร้างงานสร้างรายได้ ไปจนถึงพนักงานร้านค้า คนส่งของคนทำหีบห่อ ทุกอย่างต้องมองเป็นระบบทั้งหมด ทั้งนี้จึงควรทำหลายมาตรการไปพร้อมกัน และทยอยยออกมาอย่างต่อเนื่อง บรรเทาความเดือดร้อนของคนไทยให้ได้

 

คลังแจงประโยชน์ 3 มาตรการ

กระทรวงการคลังได้ชี้แจงถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจของทั้ง 3 มาตรการ ว่า จะครอบคลุมประชาชนทุกภาคส่วนกว่า 28 ล้านคน และคาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 192,000 ล้านบาท และคาดว่า GDP เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.54

สำหรับมาตรการ "ช้อปดีมีคืน" นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นการบริโภค ในประเทศ โดยสนับสนุนผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษี และประชาชนผู้ที่มีภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมถึงการส่งเสริมการผลิตสินค้าท้องถิ่น ซึ่งเป็นเศรษฐกิจระดับฐานราก และส่งเสริมการอ่าน อันเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้

 

 

ส่วน "โครงการคนละครึ่ง" นั้นมีเป้าหมายดูแลช่วยเหลือพ่อค้าแม่ค้าขนาดเล็กที่ประกอบกิจการขายสินค้าหาบเร่แผงลอยที่เป็นบุคคลธรรมดา ซึ่งขณะนี้มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการกว่า 226,161 ร้าน (ข้อมูล ณ วันที่ 10 ต.ค.2563)

ขณะที่ "โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือ ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 14 ล้านคน โดยการเพิ่มวงเงินพิเศษสำหรับซื้อสินค้าบริโภคอุปโภคสำหรับซื้อสินค้าบริโภคอุปโภคที่จำเป็น 500 บาท/คน/เดือน 3 เดือน (ต.ค.- ธ.ค.63) ซึ่งได้โอนเงินงวดแรกแล้วเมื่อวัน 8 ต.ค.ที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังดูแลประชาชนทุกคนให้โดยความสำคัญแก่ทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียมกัน กระทรวงการคลังจะมีการติดตามทุกมาตรการ โครงการอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะกำหนดมาตรการที่เหมาะสมเพื่อดูแลเศรษฐกิจไทยอย่างทันท่วงทีเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ ขอให้ติดตามรายละเอียดมาตรการช้อปดีมีคืนภายหลังผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“ช้อปดีมีคืน” ลดหย่อนภาษีไม่เกิน 30,000 บาท เริ่ม 23 ต.ค.

 

 

กลับขึ้นด้านบน