กอร.ฉ.รับเอกสารจริงจ่อแบนเพจสำนักข่าว แต่ยังไม่สั่งปิด

กอร.ฉ.รับเอกสารจริงจ่อแบนเพจสำนักข่าว แต่ยังไม่สั่งปิด

กอร.ฉ.รับเอกสารจริงจ่อแบนเพจสำนักข่าว แต่ยังไม่สั่งปิด

รูปข่าว : กอร.ฉ.รับเอกสารจริงจ่อแบนเพจสำนักข่าว แต่ยังไม่สั่งปิด

กอร.ฉ.ยันคำสั่งที่ 4/2563 เป็นเอกสารจริง หลังได้รับรายงานว่า สื่อออนไลน์เสนอข่าวที่อาจมีความสับสนหรือปลุกปั่น จึงเสนอ กสทช.และดีอี ระงับการออกอากาศหรือลบเนื้อหา โดยขออำนาจศาล ยังไม่มีคำสั่งปิดสื่อ ยืนยัน กอร.ฉ.ไม่มีนโยบายจำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน

วันนี้ (19 ต.ค.2563) กองอำนวยการร่วมแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง (กอร.ฉ.) แถลงสถานการณ์การชุมนุมโดย  พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ระบุ ได้รับแจ้งจากหน่วยข่าวว่ามีการนำเสนอข้อมูลอันอาจจะเกิดความสับสน หรือปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบได้ จึงออกประกาศออกมา แต่ประกาศจะต้องให้หน่วยงาน กสทช. หรือ ดีอีเอส ไปพิจารณาข้อมูลข่าวสารที่ได้รับว่าทำผิดกฎหมายหรือไม่ หากทำผิดกฎหมายให้หน่วยงานนั้นๆ พิจารณาตามการบังคับใช้กฎหมาย


หากต้องการถอดบางข้อความ หรือระงับการออกอากาศ ต้องขออำนาจศาลต่อไป สำหรับประกาศฉบับนี้ออกมายังไม่ได้บังคับใช้ เนื่องจากต้องกำหนดขั้นตอน หลักเกณฑ์ปฏิบัติให้เป็นมาตรฐานต่อไป

กอร.ฉ.ไม่มีนโยบายหรือคำสั่งที่จะจำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อ และยังไม่มีการสั่งปิดสื่อ เป็นเพียงการจัดการข้อมูลข่าวสารที่มีปัญหาเป็นชิ้นๆ ไป

แต่งตั้ง ปลัดอีดีเอส นั่งประธาน คกก.บริหารจัดการสื่อ

พล.ต.ท.จารุวัฒน์ กล่าวอีกว่า วันนี้ได้มีคำสั่งแต่งตั้งกรรมการบริหารจัดการสื่อและข้อมูลข่าวสารในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง มีหน้าที่จัดการข้อมูลข่าวสารที่ปรากฏทางสื่อมวลชน เอกสาร หรือข้อมูลข่าวสารทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือได้รับจากประชาชน ที่ไม่เหมาะสมและกระทบความมั่นคงประเทศ


นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่สืบสวน ตรวจสอบ ติดตามความเคลื่อนไหวของการสื่อสาร ข้อมูล ข่าวสาร หรือบุคคลที่มีการเผยแพร่ รวมทั้งส่งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่และระงับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่เหมาะสม โดยจะกำหนดมาตรการเชิงรุกบังคับใช้กฎหมาย หรือให้เกิดความสงบเรียบร้อยในการใช้ข่าวสาร

ทั้งนี้ คณะกรรมการชุดนี้จะรวบรวมข้อมูลข่าวสาร และประชุมเวลา 10.00 น. โดยมีปลัดรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธาน เมื่อพบเป็นข้อมูลข่าวสารที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย หากเป็นบุคคลจะเรียกมาตักเตือน แต่หากพบผิดกฎหมายจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งความดำเนินคดี ส่วนเฟกนิวส์ให้หน่วยงานนั้นๆ ดำเนินการเช่นกัน

ดีอีเอสจ่อเอาผิดเผยแพร่-ส่งต่อข้อมูลผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ขณะที่ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้ได้ติดตามข้อมูลจากใช้สื่อสังคมออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 14-18 ต.ค.ที่ผ่านมา พบผู้ใช้งานที่เข้าข่ายกระทำความผิดในทุกแพลตฟอร์ม จำนวน 300,000 URL สำหรับผู้ใช้รายได้ที่ยืนยันตัวตนได้ว่าเป็นใคร และพบการกระทำผิดจริง ปลัดกระทรวงดีอีเอสจะเริ่มเข้าแจ้งความดำเนินคดีตั้งแต่ช่วงบ่ายวันนี้

นายพุทธิพงษ์ ย้ำว่า ขอเตือนประชาชนที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในช่วงที่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้ระมัดระวัง ยืนยัน ดีอีเอสดำเินนการอย่างรอบคอบและมีข้อมูลหลักฐาน ระกอบ หากไม่ผิดหรือฝ่าฝืนข้อกฎหมายก็จะไม่ดำเนินคดี นอกจากนี้ ยังตรวจสอบพบสำนักข่าวบางสำนักเข้าข่ายกระทำผิดในสื่อสังคมออนไลน์ด้วย โดยในส่วนที่นำเสนอในสื่อสังคมออนไลน์ครั้งแรกอาจเป็นการเตือนก่อน แต่จะต้องแจ้งความดำเนินคดีด้วยเช่นกัน ส่วนที่นำเสนอในทีวีดิจิตอลนั้นจะมีการประสาน กสทช.ต่อไป 

เราไม่ได้ดำเนินคดีทุกคน หากไม่เข้าข้อกฎหมาย ก็ไม่ดำเนินคดี ยืนยัน ดีอีเอสดำเนินการอย่างรอบคอบมาก

เตรียมเอาผิดเพจไลฟ์เหตุเผชิญหน้า ตร.-ผู้ชุมนุม ซ้ำ

ด้าน พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษก ตร. ระบุว่า กรณีเฟกนิวส์ กอร.ฉ.ตรวจพบเพจเฟซบุ๊กไลฟ์เหตุการณ์การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ บริเวณแยกปทุมวัน เมื่อวันที่ 16 ต.ค. และไลฟ์ซ้ำวันที่ 17 ต.ค. เวลา 20.18 น. และวันที่ 18 ต.ค. เวลา 19.29 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการชุมนุม

 
การกระทำดังกล่าวเป็นลักษณะทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า เจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุมมีการเผชิญหน้า ทั้งที่ในข้อเท็จจริงไม่มีเหตุการณ์เหมือนที่ไลฟ์ จึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กอร.ฉ.จะดำเนินคดีกับผู้ดูแลเพจเฟซบุ๊กต่อไป

เตือนประชาชนรับข้อมูลข่าวสารจากเว็บไซต์ราชการ และสำนักข่าวหลักที่ได้ตรวจสอบข้อมูลอย่างถี่ถ้วนและถูกต้องแล้ว

ประมวล 24 ชั่วโมง ชุมนุม 3 จุดหลัก กว่า 3 หมื่นคน 

ขณะที่ พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. ระบุว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีการชุมนุมใน 3 พื้นที่หลักใน กทม. คือ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และพื้นที่โดยรอบ มีผู้ชุมนุมประมาณ 12,000 - 14,000 คน พื้นที่ที่ 2 บริเวณพื้นที่สุขุมวิท แยกอโศก ถนนอโศกมนตรี มีผู้ชุมนุมประมาณ 2,000 คน ส่วนพื้นที่ที่ 3 ถนนสุขุมวิท ทั้งขาเข้าและขาออก ตั้งแต่แยกอุดมสุข ถึงแยกบางนา มีผู้ชุมนุมประมาณ 3,500 คน รวม 3 จุดมีชุมนุมประมาณ 30,000 คน โดย บช.น.ได้จัดเจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่จำนวน 12 กองร้อย

สำหรับการดำเนินการกับผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และความผิดอื่นๆ ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ตำรวจได้ควบคุมตัวนายชินวัตร จันทร์กระจ่าง ความผิดฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ตามหมายจับ และมีการอายัดตัวนายชินวัตร ข้อหากระทำให้ปรากฏแก้ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือด้วยวิธีอันใดที่ไม่ใช่การกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือติชมในทางสุจริตตามหมายจับศาลนนทบุรี

ส่วนคนที่ 2 ได้รับมอบตัว นพ.ทศพร เสรีรักษ์ ข้อหาร่วมกันฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ตามหมายจับศาลแขวงปทุมวัน ขณะนี้ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ไปผัดฟ้องฝากขังที่ศาลแขวงปทุมวัน

 ภาพ : บ้านเราบางนา ลาซาล แบริ่ง

ภาพ : บ้านเราบางนา ลาซาล แบริ่ง


ทั้งนี้ มีผู้กระทำผิดและถูกจับกุมตัวจากการชุมนุมสะสม 74 คน ยืนยันจะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกคน ส่วนกรณีผู้ชุมนุมบริเวณ ซ.สุขุมวิท 103 ถึงแยกบางนา หลังประกาศยุติชุมนุมมีการขว้างปาสิ่งของ ทุบตี ทำให้ตู้ควบคุมไฟจราจรและไฟจราจรเสียหาย ขณะนี้ สน.บางนา ได้ขออนุมัติหมายจับต่อศาล

 

 

กลับขึ้นด้านบน