"หมอประกิต" แนะจับตา "ไบเดน" ดันนโยบายห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า

"หมอประกิต" แนะจับตา "ไบเดน" ดันนโยบายห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า

"หมอประกิต" แนะจับตา "ไบเดน" ดันนโยบายห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า

รูปข่าว : "หมอประกิต" แนะจับตา "ไบเดน" ดันนโยบายห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า

"หมอประกิต" แนะจับตา "โจ ไบเดน" ผลักดันนโยบายห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า หลังติดอิทธิพลบริษัทยาสูบมานาน ชี้ผลกระทบประเทศไทย เครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้าเอาอนาคตเด็กไทยเป็นเดิมพัน วิ่งเต้นล้มกฎหมายห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า     

วันนี้ (11 พ.ย.2563) นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เปิดเผยว่า เมื่อประมาณเดือน ม.ค. นายโจ ไบเดน เคยกล่าวในการหาเสียงว่าหากได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจะห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าทุกชนิด ซึ่งขณะนี้นายไบเดนชนะการเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 46 จึงเกิดคำถามตามมาว่าจะสามารถทำตามที่ได้หาเสียงเอาไว้หรือไม่ เพราะถึงแม้ว่าการควบคุมยาสูบเป็นนโยบายสาธารณสุขที่สำคัญอันดับต้นๆ ของสหรัฐฯ เนื่องจากเป็นสาเหตุการเสียชีวิตก่อนเวลาอันดับ 1 ของคนอเมริกัน เสียชีวิตปีละ 480,000 คน

นอกจากนี้ ยังมีชาวอเมริกัน 16 ล้านคน ที่ป่วยด้วยโรคจากการสูบบุหรี่ ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาปีละ 5.2 ล้านล้านบาท เท่ากับ 1.5 เท่า ของงบประมาณปี 2564 ของไทย แต่ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายคนมีนโยบายดังกล่าว แต่ไม่สามารถทำได้สำเร็จมากนัก เนื่องจากถูกขัดขวางจากบริษัทบุหรี่ ซึ่งมีอิทธิพลมาก อีกทั้งยังส่งผลต่อการจำหน่ายบุหรี่ในประเทศไทยด้วย 

งานคุ้มครองผู้บริโภค ผลงานสำคัญสมัยเป็นวุฒิสมาชิก

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่นายไบเดน ดำรงตำแหน่งเป็นวุฒิสมาชิก มีผลงานสำคัญ คืองานคุ้มครองผู้บริโภค ท่าทีที่เขาพูดว่าจะห้ามบุหรี่ไฟฟ้า จึงน่าจะพูดออกมาจากใจจริง ซึ่งจากข้อมูลปี 2019 (พ.ศ.2562) พบว่าวัยรุ่น ระดับมัธยมปลายลงมา มีการใช้บุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 5.2 ล้านคน กลุ่มอายุ 18-24 ปี จำนวน 2.1 ล้านคน และผู้ใหญ่ จำนวน 6 ล้านคน โดยอัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในผู้ใหญ่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในช่วง 5 ปี ที่มีการเก็บสถิติ แต่นายไบเดนจะฟันฝ่าอิทธิพลทางการเมือง ที่บริษัทบุหรี่มีต่อรัฐบาลและรัฐสภาอเมริกา เพื่อที่จะห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องจับตาติดตามต่อไป  

นพ.ประกิต กล่าวอีกว่า สถานการณ์ในประเทศไทย ซึ่งมีกฎหมายห้ามนำเข้าและขายบุหรี่ไฟฟ้าที่ออกมาตั้งแต่ พ.ศ.2557 แต่กำลังถูกบริษัทบุหรี่ข้ามชาติและเครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้าที่มีบริษัทบุหรี่ข้ามขาติสนับสนุน เคลื่อนไหวผ่าน ส.ส.ให้มีการตั้งกรรมาธิการ เพื่อเสนอรัฐบาลให้ยกเลิกกฎหมายห้ามบุหรี่ไฟฟ้าในไทย โดยมีอนาคตของเด็กไทยเป็นเดิมพัน เด็กไทยจะรอดพ้นหรือตกเป็นเหยื่อของการเสพติดนิโคตินจากบุหรี่ไฟฟ้าไปตลอดชีวิตเหมือนกับเยาวชนหลายล้านคนในสหรัฐฯ 

นโยบาย 2 พรรคใหญ่สหรัฐฯ กระทบควบคุมยาสูบไทย

ทั้งนี้ ในอดีตนโยบายการเมืองระหว่าง 2 พรรคใหญ่ในสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อการควบคุมยาสูบของโลก รวมถึงไทยด้วย อาทิ ปี 2532 ประธานาธิบดีจอร์จ บุช จากพรรครีพับลิกัน การพยายามกดดันให้ไทยเปิดการนำเข้าบุหรี่ต่างประเทศเสรี ด้วยการเจรจาแบบทวิภาคี ภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐฯ แต่ไม่สำเร็จ โดยประเทศไทยยืนหยัดเจรจาต่อรองจนสหรัฐฯ ยินยอมตามข้อเสนอของไทย ส่งเรื่องให้แกตต์ (องค์การการค้าโลก) เป็นผู้กำหนดเงื่อนไขการเปิดตลาดบุหรี่

ต่อมาในสมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน จากพรรคเดโมแครต ได้ออกคำสั่งประธานาธิบดี ห้ามเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐฯ ในประเทศต่างๆ แทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบของประเทศอื่น แต่ธุรกิจยาสูบในสหรัฐฯ มีอิทธิพลมาก ในสมัยประธานาธิบดีโอบามา  สนับสนุนให้สหรัฐฯ ลงสัตยาบันในอนุสัญญาควบคุมยาสูบ องค์การอนามัยโลก ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง แต่อยู่ในตำแหน่ง 8 ปีก็ทำไม่สำเร็จ เพราะถูกคัดค้านจากบริษัทบุหรี่ผ่าน ส.ส.ของพรรครีพับลิกัน 

ขณะที่ในสมัยประธานาธิบดี ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน ได้เคยประกาศว่าจะห้ามการเติมสารปรุงแต่งกลิ่นรสในบุหรี่ไฟฟ้า สุดท้ายก็ทำไม่สำเร็จ ออกมาประกาศว่า เขาบอกลูกอายุ 13 ปี ที่เป็นวัยรุ่นว่าอย่าสูบบุหรี่ไฟฟ้าเด็ดขาด 

กลับขึ้นด้านบน