"เชียงใหม่" นำร่องใช้กล้อง AI ตรวจจับคนเมินใส่หมวกกันน็อก

"เชียงใหม่" นำร่องใช้กล้อง AI ตรวจจับคนเมินใส่หมวกกันน็อก

"เชียงใหม่" นำร่องใช้กล้อง AI ตรวจจับคนเมินใส่หมวกกันน็อก

รูปข่าว : "เชียงใหม่" นำร่องใช้กล้อง AI ตรวจจับคนเมินใส่หมวกกันน็อก

ทุ่ม 13 ล้านบาท นำร่อง "เชียงใหม่" ติดกล้องอัจฉริยะระบบ AI ตรวจจับคนไม่สวมหมวกกันน็อกตลอด 24 ชั่วโมง 16 จุด เริ่มบันทึกภาพจริงส่งใบสั่งถึงบ้าน ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค.นี้ หวังลดตาย 100 คนปี เล็งขยายพื้นที่ตรวจจับครอบคลุมทั้งจังหวัด

วันนี้ (3 ธ.ค. 2563) แผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรในระดับจังหวัด (สอจร.) ร่วมกับมูลนิธิเซฟเฟอร์โรดส์ ส่งมอบกล้องอัจฉริยะระบบ AI ตรวจจับคนไม่สวมหมวกกันน็อก ตลอด 24 ชม. ให้แก่กองบังคับการตำรวจภูธร จ.เชียงใหม่ โดย นพ.ธีรวุฒิ โกมุทบุตร ผู้เชี่ยวชาญแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรในระดับจังหวัด (สอจร.) กล่าวว่า จ.เชียงใหม่ มีสถิติรถมอเตอร์ไซค์ 1 ล้านคัน เฉพาะในเขต อ.เมืองเชียงใหม่  600,000-700,000 คัน

นอกจากนี้พบว่าอุบัติเหตุในกลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ของเชียงใหม่ กว่า 70% เกิดขึ้นในเวลากลางคืน เพราะเป็นช่วงที่สวมหมวกกันน็อกน้อยกว่าตอนกลางวัน เนื่องจากไม่มีตำรวจบนท้องถนน โดยเฉพาะหลัง 20.00 น.ในเขตเมืองสวมหมวกกันน็อกเพียง 52% ขณะที่ค่าเฉลี่ยในอำเภอใกล้เคียงต่ำกว่าเพียง 12% ดังนั้น เพื่อช่วยป้องกันชีวิตผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ ซึ่งจากสถิติพบว่ากว่า 80% ของผู้เสียชีวิตจากมอเตอร์ไซค์ มีสาเหตุมาจากการบาดเจ็บที่ศรีษะ

ระบบกล้องดังกล่าวจะเริ่มบันทึกภาพจริง ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค.นี้ หากผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และผู้ซ้อนท้ายไม่สวมหมวกนิรภัย จะมีใบสั่งส่งไปยังเจ้าของรถให้ดำเนินการชำระค่าปรับ ผู้ขับขี่ 400 บาท และผู้ซ้อน 800 บาท

 

โดยในระยะเริ่มต้นจะติดตั้ง 16 จุด แบ่งเป็น ในเขต อ.เมือง 8 จุด และพื้นที่ใกล้เคียงใน อ.สันทราย อ.สารภี อ.หางดง และ อ.แม่ริม แห่งละ 2 จุด เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้าย รวมถึงลดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ฝ่าฝืนกฎจราจร สาเหตุที่ต้องนำร่องโครงการใน 5 พื้นที่เนื่องจากมีสถิติการเสียชีวิตจากการไม่สวมหมวกกันน็อกมากกว่าครึ่งหรือ 204 คน เกิดขึ้นในพื้นที่เหล่านี้ จากยอดรวม 398 คนใน 25 อำเภอ โดยมีการประเมินว่าหากอัตราสวมหมวกกันน็อก ในพื้นที่นำร่อง เพิ่มขึ้น 80% จะเซฟชีวิตคนเชียงใหม่ได้มากกว่า 100 คนต่อปี

แจกใบสั่งเดือนละ 3,000 ใบ

พ.ต.ท.ศุภชัย จันทรา รองผู้กำกับการกลุ่มงานจราจร ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการตรวจจับผู้ไม่สวมหมวกกันน็อคใน จ.เชียงใหม่ โดยการบันทึกภาพผ่านกล้องตรวจจับ จะดำเนินการเฉพาะช่วงกลางวันเท่านั้น เฉลี่ยออกใบสั่งวันละ 100 ใบ เท่ากับประมาณ 3,000 ใบต่อเดือน เนื่องจากการรณรงค์สวมหมวกนิรภัยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยังไม่ค่อยได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร ดังนั้น การติดตั้งกล้องอัจฉริยะระบบ AI ตลอด 24 ชั่วโมง จะช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ตระหนักและสวมหมวกนิรภัยทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายมากขึ้น

 

ด้านน.ส.ทัศนีย์ ศิลปะบุตร ผู้แทนมูลนิธิเซฟเฟอร์โรดส์ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า มูลนิธิฯ ยืนยันที่จะให้ความช่วยเหลือด้านการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะแต่ละปีมีคนตายจากอุบัติเหตุทางถนน 20,000 กว่าคน เทียบกับตายจากื COVID-19 ในประเทศเพียง 60 กว่าคน เชื่อว่าหลังการรันระบบกล้องอัจฉริยะระบบ AI ที่มอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเริ่มดำเนินการทันช่วงเทศกาลปีใหม่ อัตราการสวมหมวกกันน็อกจะเพิ่มขึ้นการตายลดลง และเป็นพื้นที่ต้นแบบของประเทศไทย  

 

ทั้งนี้ จ.เชียงใหม่ ถือเป็นจังหวัดแรกในประเทศไทย ที่ใช้เทคโนโลยีนี้อย่างเต็มรูปแบบ ติดตั้งครอบคลุมจุดเสี่ยงสำคัญ โดยค่าใช้จ่ายในการติดตั้งกล้องและอุปกรณ์ประกอบทั้งหมด รวมถึงระบบปฏิบัติการ ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิเซฟเฟอร์โรดส์ 13 ล้านบาท และในระยะต่อไปมีการตั้งเป้าขยายพื้นที่ตรวจจับ โดยทำการเชื่อมต่อกล้อง CCTV คุณภาพดีมากกว่า 2 เมกาพิเชล ของภาคส่วนต่างๆ ในจังหวัด เข้ากับซอฟแวร์และระบบเซิฟเวอร์ เป็นโครงข่ายครอบคลุมทั้งจังหวัด ซึ่งหากทำได้จะลดการเสียชีวิตกลุ่มจักรยานยนต์ จากปีละกว่า 500 คน เหลือต่ำกว่า 200 คน

กลับขึ้นด้านบน