THE EXIT : ค้าใบกระท่อมข้ามแดน ตอน 2

THE EXIT : ค้าใบกระท่อมข้ามแดน ตอน 2

THE EXIT : ค้าใบกระท่อมข้ามแดน ตอน 2

รูปข่าว : THE EXIT : ค้าใบกระท่อมข้ามแดน ตอน 2

เส้นทางลักลอบขนใบกระท่อมบริเวณแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะแนวป่า หรือพื้นที่ริมเชิงเขาเท่านั้น ที่ผ่านมายังพบพฤติกรรมลักลอบขนใบกระท่อมข้ามแดนในเขตเมืองปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา และมีการจับกุมอยู่อย่างต่อเนื่อง

แม้จะเป็นเขตชุมชนเมือง ผู้คนพลุกพล่านแต่ด้วยลักษณะพื้นที่ติดแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย ทำให้ยามวิกาล กำแพงรั้วลวดหนามยังคงถูกลักลอบตัดเพื่อให้เป็นเส้นทางขนใบกระท่อมเข้ามาในฝั่งไทย

 

ตลอดแนวกำแพงจะพบเห็นร่องรอยรั้วถูกตัดและซ่อมแซม มีทั้งรอยใหม่และร่องรอยเก่า บางจุดมีเพียงแผ่นสังกะสีที่ถูกนำมาปิดไว้ หรือ ป้ายห้ามคนเข้าแนวรั้วใกล้จุดชมวิวเนินนมสาว เป็นอีกจุดที่มักจะได้รับแจ้งจากผู้พบเห็นว่า มีการลักลอบขนใบกระท่อมเข้ามาในช่วงเช้ามืด ลักษณะรั้วถูกตัดออกเป็นรูกว้างจนสามารถเดินเข้าออกได้

 

ใบกระท่อมที่สามารถลักลอบข้ามเข้ามาในฝั่งไทย จะมีราคาสูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 200 - 300 บาท เป็นกิโลกรัมละ 500 - 800 บาท และหากกระจายออกต่างจังหวัดจะเพิ่มขึ้นเป็นหลักพันบาท เป้าหมาย คือ กลุ่มผู้เสพสารเสพติดประเภทสี่คูณร้อย ที่กำลังแพร่ระบาดในพื้นที่ภาคใต้ และอีกหลายจังหวัด

 

THE EXIT เดินทางต่อมาที่ ต.คลองเส อ.ถ้ำพรรณรา จ.นครศรีธรรมราช 1 ใน 135 หมู่บ้าน 10 จังหวัดนำร่อง เพื่อเตรียมการรองรับประกาศเป็นพื้นที่อนุญาตให้เสพและครอบครอง พืชกระท่อม ตามมาตรา 58/2 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ชายคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ขึ้นทะเบียน มีพืชกระท่อมในครอบครองจำนวน 3 ต้น บอกว่า มีไว้เพื่อใช้เคี้ยวตามวิถีชีวิตชุมชนด้วยความเชื่อว่า จะทำให้มีแรงทำงาน ก่อนหน้าที่จะมีการประกาศพื้นที่นำร่อง สถานการณ์ระบาดของสารเสพติดประเภท 4 คูณ 100 ทำให้เขาเองค่อนข้างกังวลว่า จะกระทบกับกลุ่มคนที่มีต้นกระท่อมในครอบครองเพื่อเสพตามวิถีชุมชน

 

ปัญหาที่ทับซ้อนกันระหว่างการใช้ประโยชน์พืชกระท่อมทำให้พื้นที่นำร่องทุกแห่งต้องมีการจัดทำธรรมนูญชุมชน วางกฎกติกาการใช้และครอบครอง โดยบ้าน 1 หลังสามารถปลูกได้ไม่เกิน 3 ต้น และมีไว้เพื่อใช้เสพตามวิถีชุมชน คือ เคี้ยว หรือ ต้มกับน้ำเปล่าเท่านั้น ห้ามนำไปผสมเป็นสารเสพติดและห้ามจำหน่ายโดยเด็ดขาดแต่ละชุมชนจะมีคณะกรรมคอยควบคุมตรวจสอบ

 

กลุ่มผู้ใช้เสพตามวิถีชุมชน เชื่อว่า จะเป็นผลดีทั้งกับผู้นำพืชกระท่อมไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบสมุนไพรและในอนาคต หากมีการศึกษาวิจัยที่รอบด้านน่าจะสามารถควบคุมการลักลอบนำเข้าใบกระท่อมได้

นานปนิก บุญมาเลิศ ปลัดอำเภอถ้ำพรรณรา กล่าวว่า ข้อกังวลอีกอย่างก็คือ การต้มใบกระท่อมที่มีการระบาดมาก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ให้เจ้าของดูแลในเบื้องต้น จากนั้นให้เจ้าหน้าที่ระดับตำบลที่แต่งตั้งดูแลในระดับต่อมา หากมีปัญหาก็จะพูดคุยกับชุมชนว่าจะดำเนินการอย่างไรเช่น ตัดโค่น ดำเนินคดีต่างๆ 

ปลัดอำเภอถ้ำพรรณรา ระบุว่า "พื้นที่นำร่อง" ต.คลองเส ยังอยู่ในขั้นตอนเตรียมการ รองรับประกาศเป็นพื้นที่อนุญาตให้เสพและครอบครองพืชกระท่อม โดยขั้นตอนทั้งหมด จะต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ จากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

กลับขึ้นด้านบน