วัคซีนหยุด COVID-19 กลายพันธุ์ในอังกฤษได้หรือไม่

วัคซีนหยุด COVID-19 กลายพันธุ์ในอังกฤษได้หรือไม่

วัคซีนหยุด COVID-19 กลายพันธุ์ในอังกฤษได้หรือไม่

รูปข่าว : วัคซีนหยุด COVID-19 กลายพันธุ์ในอังกฤษได้หรือไม่

การกลายพันธุ์ของ COVID-19 ในอังกฤษเป็นประเด็นถกเถียงในแวดวงวิทยาศาสตร์ทั่วโลกและสร้างความกังวลใจ หลังผลการศึกษาพบว่าเชื้อกลายพันธุ์แพร่กระจายได้เร็วกว่าเชื้อเดิมถึง 70% ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อวัคซีนในช่วง 1-2 ปีนี้

วันนี้ (23 ธ.ค.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การพบ COVID-19 กลายพันธุ์ ชนิด B.1.1.7 ในอังกฤษ เริ่มสร้างความกังวลใจให้กับหลายประเทศทั่วโลก สะท้อนให้เห็นได้จากการใช้ไม้แข็งสั่งระงับเที่ยวบินจากอังกฤษ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อกลายพันธุ์นี้ หลังเดนมาร์ก ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์และอิตาลี เริ่มพบผู้ติดเชื้อกลายพันธุ์ แม้ว่าจะยังมีจำนวนไม่มากก็ตาม

สาเหตุที่ทำให้การกลายพันธุ์ครั้งนี้ได้รับความสนใจ เนื่องจาก COVID-19 ชนิด B.1.1.7 กลายพันธุ์ถึง 17 ตำแหน่ง ทั้งที่ในรอบ 11 เดือนที่ผ่านมา การศึกษาพบว่าไวรัสจะกลายพันธุ์เดือนละประมาณ 1-2 ตำแหน่งเท่านั้น หนึ่งในจุดที่พบการกลายพันธุ์คือ โปรตีนส่วนหนามของไวรัส ที่ทำให้เชื้อไวรัสจับกับเซลล์ของมนุษย์ได้ดีขึ้น

ผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่า เชื้อกลายพันธุ์นี้ระบาดได้อย่างรวดเร็วกว่า COVID-19 สายพันธุ์อื่นๆ ถึง 70% การกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสทำให้ค่า R หรือค่าเฉลี่ยในการแพร่เชื้อของผู้ป่วย 1 คน เพิ่มขึ้นตั้งแต่ 0.39 - 0.93

ข้อมูลทางการแพทย์ชี้ให้เห็นว่า 2 ใน 3 ของการติดเชื้อในกรุงลอนดอนในเดือน ธ.ค.นี้ เป็นเชื้อกลายพันธุ์ชนิดใหม่ ผลตรวจจากห้องปฏิบัติการในเมืองมิลตัน คีนส์ พบว่าเชื้อกลายพันธุ์เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค.นี้ แม้ว่าเชื้อกลายพันธุ์จะทำให้ไวรัสแพร่กระจายเร็วขึ้น แต่ยังไม่มีข้อสรุปว่าผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรงขึ้นด้วยหรือไม่

 

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา มองว่า การกลายพันธุ์ยังไม่ส่งผลกระทบต่อวัคซีนที่พัฒนาขึ้นมาในขณะนี้

การกลายพันธุ์ของ COVID-19 ในอังกฤษ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงหน้าตาของเชื้อไวรัส แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงของกรดอะมิโนที่อยู่บนดปรตีนบนผิวไวรัสเท่านั้น จึงไม่ทำให้วัคซีนที่พัฒนาขึ้นมาเสียประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตวัคซีนไม่ได้พัฒนาให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของไวรัส ก็อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพได้

น.ส.ปิยดา แก้วเขียว นักศึกษาปริญญาเอกในกรุงลอนดอน ประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอังกฤษ หลังรัฐบาลสั่งยกระดับการป้องกันโรคเพื่อรับมือกับ COVID-19 กลายพันธุ์ โดยระบุว่า รัฐบาลอังกฤษและหน่วยงานด้านสาธารณสุข ได้ประกาศแจ้งข้อมูลให้ประชาชนทราบตลอดเวลา ขณะที่ประชาชนก็เริ่มใส่หน้ากากอนามัยเมื่อออกนอกที่พักและในระบบขนส่งสาธารณะ จึงเชื่อว่าหลังจากการล็อกดาวน์แล้วจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นและจะได้กลับไปใช้ชีวิตให้ใกล้เคียงกับปกติมากที่สุด

ทั้งนี้ การกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสเป็นกลไกการเอาตัวรอดที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดคือ การใส่หน้ากากอนามัย ล้างมืออย่างสม่ำเสมอ และการเว้นระยะห่าง

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อังกฤษพบ COVID-19 สายพันธุ์ใหม่ระบาดเร็ว

อียูหารือรับมือ COVID-19 สายพันธุ์ใหม่ในอังกฤษ

 

กลับขึ้นด้านบน