"โจ ไบเดน" เข้าพิธีสาบานตน ให้คำมั่นซ่อมรอยร้าวรวมสหรัฐฯ เป็นหนึ่ง

"โจ ไบเดน" เข้าพิธีสาบานตน ให้คำมั่นซ่อมรอยร้าวรวมสหรัฐฯ เป็นหนึ่ง

"โจ ไบเดน" เข้าพิธีสาบานตน ให้คำมั่นซ่อมรอยร้าวรวมสหรัฐฯ เป็นหนึ่ง

รูปข่าว : "โจ ไบเดน" เข้าพิธีสาบานตน ให้คำมั่นซ่อมรอยร้าวรวมสหรัฐฯ เป็นหนึ่ง

โจ ไบเดน เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คนที่ 46 ให้คำมั่นพร้อมซ่อมรอยร้าวและความแตกแยกในสหรัฐฯ และจะเป็นผู้นำของชาวอเมริกันทุกคน พร้อมเดินหน้าซ่อมแซมความเป็นพันธมิตรกับประชาคมโลกด้วย

วันนี้ (20 ม.ค.2564) โจ ไบเดน เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คนที่ 46 โดยโจ ไบเดนได้กล่าวในพิธีสาบานตนว่า ผมจะขอสาบานอย่างมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ประธานาธิบดีอย่างจริงจังและจริงใจ และจะพยายามอย่างที่สุดที่จะปกป้องและรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา 

โจ ไบเดน ยังได้กล่าวสุนทรพจน์หลังเข้าพิธีสาบานตน ความยาวประมาณ 20 นาที โดยเนื้อหาหลัก ได้เรียกร้องให้คนอเมริกันกลับมาเป็นหนึ่งเดียว เนื่องจากสังคมอเมริกันยังมีความแตกแยก ทั้งทางการเมืองและทางสังคม โดยพร้อมเป็นประธานาธิบดีให้กับทุกคน รวมถึงคนที่ไม่ได้เลือกเขา เพื่อให้สหรัฐฯ เดินไปข้างหน้า รวมอเมริกันเป็นหนึ่ง

ผมไม่อยากให้คนอเมริกันแบ่งแยกคนที่รูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกัน หรือแม้แต่แบ่งเขตเมืองกับชนบท ผมจะทำหน้าที่เป็นผู้นำของชาวอเมริกันทุกคน ทั้งที่โหวตและไม่โหวตให้ผม

นอกจากนี้ ไบเดน ยังได้กล่าวถึงเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมาด้วย โดยย้ำว่า ในสุดประชาธิปไตยก็กลับมาชนะ พร้อมขอบคุณประธานาธิบดีทุกท่านที่มาร่วมพิธีสาบานตนในวันนี้ แต่ไม่ได้กล่าวชื่อโดนัลด์ ทรัมป์ที่ไม่ได้มาร่วมงาน


อย่างไรก็ตาม ไบเดน ได้กล่าวถึงบทบาทสหรัฐฯ ที่พยายามจะซ่อมแซมความเป็นพันธมิตรกับประชาคมโลก และพร้อมจะกลับมามีปฏิสัมพันธ์กับนานาประเทศมากยิ่งขึ้น โดยในช่วงหนึ่งของการกล่าวสุนทรพจน์ ไบเดนยังได้เชิญชวนทุกคนร่วมยืนไว้อาลัยกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ด้วย

ขณะที่ คามาลา แฮร์ริส ก็ได้เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นรองประธานาธิบดีผิวสี และรองประธานาธิบดีหญิงคนแรกของสหรัฐฯ พร้อมให้คำมั่นว่า จะสนับสนุนและปกป้องรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ พร้อมปฏิบัติตามหน้าที่อย่างไม่มีข้อยกเว้น และจะปฏิบัติหน้าที่ตามตำแหน่งที่ได้รับอย่างเต็มที่ 

 

 

 

ทำความรู้จัก "โจ ไบเดน" ผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่

โจเซฟ รอบิเนตต์ ไบเดน จูเนียร์ หรือ โจ ไบเดน สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มีอายุมากที่สุด ด้วยวัย 78 ปี

ไบเดนคร่ำหวอดในวงการการเมืองไม่ต่ำกว่า 40 ปี และดำรงตำแหน่งสำคัญๆ มาแล้วมากมาย รวมทั้งเป็นรองประธานาธิบดีในสมัยบารัค โอบามา


ที่ผ่านมา ไบเดนลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีมาแล้ว 3 ครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นเพียงครั้งเดียวที่เขาได้เป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตและคว้าชัยชนะได้ในที่สุด

ไบเดน เกิดและเติบโตที่รัฐเพนน์ซิลเวเนีย ก่อนที่จะย้ายไปรัฐเดลาแวร์และศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเดลาแวร์ ก่อนจะจบการศึกษาด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเซียราคิวส์ ในรัฐนิวยอร์ก เมื่อปี 1968

ต่อมา ไบเดนได้รับเลือกเป็นวุฒิสมาชิกรัฐเดลาแวร์สมัยแรก เมื่อปี 1972 เพียงหนึ่งเดือนหลังจากนั้น ไบเดน ต้องสูญเสียภรรยาและบุตรสาวคนเล็กหลังจากรถยนต์ประสบอุบัติเหตุ

เขาสาบานตนเข้ารับตำแหน่งวุฒิสมาชิกในโรงพยาบาล ขณะดูแลบุตรชาย ก่อนที่จะพบกับจิลล์ ไบเดน ภรรยาคนปัจจุบันในอีก 4 ปีต่อมา

เส้นทางนักการเมืองที่ประนีประนอม

ไบเดนชนะเลือกตั้งอีก 6 ครั้ง ทำให้เขาอยู่ในตำแหน่งวุฒิสมาชิก นานถึง 36 ปี นอกจากนี้ ยังเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะกรรมาธิการด้านความสัมพันธ์ต่างประเทศและด้านยุติธรรมของวุฒิสภาสหรัฐฯ หลายครั้ง จนได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองที่ประนีประนอมและทำงานได้กับทั้งรีพับลิกันและเดโมแครต

ในปี 2008 ไบเดนลงสมัครชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคเดโมแครตในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่พ่ายแพ้ให้กับบารัค โอบามา ก่อนที่โอบามาจะเลือกไบเดนให้เป็นคู่หูชิงเก้าอี้รองประธานาธิบดี โดยโอบามาและไบเดนเอาชนะจอห์น แมคเคนและแซราห์ เพลิน จากพรรครีพับลิกันในปี 2008 และอยู่ในตำแหน่งนาน 2 สมัย ก่อนจะคว้าเก้าอี้ประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐฯ มาครองในปี 2020

โจทย์ใหญ่ของไบเดนในฐานะผู้นำคนใหม่ในเวลานี้ คงหนีไม่พ้นการเร่งแก้ปัญหา COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ รวมทั้งปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเชื้อชาติและวิกฤตสภาพภูมิอากาศ


แม้ว่าชัยชนะของไบเดนจะเป็นความหวังในการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ บนเวทีโลก แต่การทำงานในสังคมที่แตกเป็น 2 ขั้ว อย่างชัดเจน ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย

 

กลับขึ้นด้านบน