รัฐฯปราบขบวนการค้ายา 4 เดือนจับ 33 เครือข่าย

รัฐฯปราบขบวนการค้ายา 4 เดือนจับ 33 เครือข่าย

รัฐฯปราบขบวนการค้ายา 4 เดือนจับ 33 เครือข่าย

รูปข่าว : รัฐฯปราบขบวนการค้ายา 4 เดือนจับ 33 เครือข่าย

รัฐฯปราบขบวนการค้ายา 4 เดือนจับ 33 เครือข่ายยึดทรัพย์ฯ 1,987 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าปี 64 เน้นขยายผลยึดทรัพย์ตัดวงจรผู้ค้ายาให้ได้ 6,000 ล้านบาท

วันนี้( 8 ก.พ. 64) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานกรรมการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2564 โดยมีนายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการ ป.ป.ส. และผู้บริหารจากหน่วยงานต่างๆ จำนวน 30 คน ร่วมประชุม วาระสำคัญคือ กำหนดเป้าหมายงานปราบปรามยาเสพติด ตัดวงจรเครือข่ายผู้ค้ายา โดยต้องขยายผลตรวจยึดทรัพย์ให้ได้มากที่สุด ปี 2564 ตั้งเป้า 6,000 ล้านบาท

พร้อมทั้งการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถทั้งด้านการสืบสวนสอบสวน รวมไปถึงความสามารถของการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีในการติดตามผู้กระทำความผิด และเตรียมการความพร้อมของเครื่องมือและเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น และ การปรับปรุงกฎระเบียบข้อกฎหมายต่าง ๆ ให้มีความทันสมัยสอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการแก้ไขประมวลร่างกฎหมายยาเสพติด รวมทั้งแก้ไขข้อจำกัดทางกฎหมายที่เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติงานโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการยึดทรัพย์ยาเสพติด ดังนั้นจึงขอให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเร่งรัดติดตามเพื่อให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ยังมีสรุปผลการปราบปรามยาเสพติด ในงบประมาณปี 2564 ระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่ 1 ต.ค.63 จนถึง 31 ม.ค.64 โดยสามารถดำเนินการจับกุม ขยายผลยึดทรัพย์ 33 เครือข่าย ได้ทรัพย์สินแล้วกว่า 1,987 ล้านบาท

ด้านนายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ส. ได้เสนอการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับนโยบายนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คือ

1.การกำหนดให้ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อไปได้ แม้ว่าพนักงานอัยการจะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องจำเลยในคดีอาญา และหากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดก็ให้ศาลมีอำนาจพิพากษาให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดได้

2.การกำหนดให้นำหลักการในการ “ริบทรัพย์สินตามมูลค่า (Value – based Confiscation) มาใช้ในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการริบทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับคดียาเสพติด รวมถึงการสนับสนุนเครื่องมือที่ทันสมัยให้กับหน่วยงานหลักอย่าง บช.ปส. DSI เพื่อส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขยายผล ยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติด ตลอดจนการอบรมการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) รวมถึงการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศ เพื่อให้บุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านการปราบปรามนำองค์ความรู้ที่ได้ไปใช้ในการปราบปรามยาเสพติดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

กลับขึ้นด้านบน