กรมอนามัย เตือนมีโรคประจำตัว ไม่ควรดื่มน้ำแร่จากน้ำบาดาล

กรมอนามัย เตือนมีโรคประจำตัว ไม่ควรดื่มน้ำแร่จากน้ำบาดาล

กรมอนามัย เตือนมีโรคประจำตัว ไม่ควรดื่มน้ำแร่จากน้ำบาดาล

รูปข่าว : กรมอนามัย เตือนมีโรคประจำตัว ไม่ควรดื่มน้ำแร่จากน้ำบาดาล

กรมอนามัยเตือนผู้ป่วยที่มีอาการบวมน้ำ ผู้ป่วยโรคไต ผู้ที่มีการทำงานของหัวใจไม่ดี ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ผู้ที่มีการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารปริมาณมาก และผู้ป่วยที่มีโรคระบบทางเดินหายใจที่มีภาวะหลอดลมหดเกร็ง ไม่ควรดื่มน้ำแร่จากน้ำบาดาล

วันนี้ (12 ก.พ. 2564) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่าจากกรณีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้สำรวจแหล่งน้ำบาดาลในพื้นที่บ้านทุ่งคูณ อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี พบแหล่งน้ำพุบาดาลที่มีลักษณะพิเศษคือ มีความซ่า คล้ายน้ำโซดา และมีรสหวานนิด ๆ

ครั้งแรกไทย! น้ำบาดาล “รสโซดา” เจอที่กาญจนบุรี

จากการตรวจสอบคุณสมบัติของน้ำบาดาลดังกล่าว เบื้องต้นพบมีค่า PH หรือค่าความเป็นกรดด่างอยู่ที่ 6.75 มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำธรรมดามาก ไม่เจอสารพิษใด ๆ ปนเปื้อน แต่พบปริมาณไบคาร์บอเนตสูง ซึ่งเป็นน้ำแร่ชนิดหนึ่งในจำนวนหลาย ๆ ชนิด เช่น น้ำแร่ซัลเฟต (Sulfate water) น้ำแร่ซัลเฟต-ไบคาร์บอเนต (Sulfate-bicarbonate waters) น้ำแร่แคลเซียม (calcium water) ทั้งนี้ แต่ละชนิดก็จะมีคุณประโยชน์และข้อควรระวังในการบริโภคแตกต่างกันไป

สำหรับคนปกติทั่วไปการดื่มน้ำแร่ ก็เหมือนกับดื่มน้ำที่สะอาดทั่วไป ไม่ได้ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย แต่ผู้ป่วยที่มีอาการบวมน้ำ ผู้ป่วยโรคไต ผู้ที่มีการทำงานของหัวใจไม่ดี ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ผู้ที่มีการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารปริมาณมาก และผู้ป่วยที่มีโรคระบบทางเดินหายใจที่มีภาวะหลอดลมหดเกร็ง ไม่ควรดื่มน้ำแร่

 

นพ.สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่าสำหรับคนปกติที่ดื่มน้ำแร่ไบคาร์บอเนต จะช่วยกระตุ้นการเคลื่อนของอาหารจากกระเพาะไปยังลำไส้เล็กให้เร็วขึ้น กระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนในกระเพาะอาหาร แต่คนที่มีปัญหาในการย่อยอาหารในกระเพาะอาหาร หรือ ภาวะ gastric hypochilia จะทำให้ระบบการย่อยและลำไส้ไม่ปกติ ท้องอืด ท้องเฟ้อ

ส่วนน้ำแร่ชนิดซัลเฟต-ไบคาร์บอเนต (Sulfate-bicarbonate waters) จะมีคุณประโยชน์ในการรักษาโรคเบาหวาน โดยจะช่วยลดอาการกระหายน้ำ ระดับน้ำตาล และช่วยลดความต้องการของอินซูลิน

ถึงแม้น้ำบาดาลดังกล่าว จะมีคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมี เหมาะสมตามเกณฑ์คุณภาพน้ำบาดาลเพื่อการบริโภคก็ตาม แต่การนำมาจัดทำระบบประปาเพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชน ควรมีการเพิ่มระบบฆ่าเชื้อโรคก่อนแจกจ่ายให้กับประชาชนด้วย เนื่องจากอาจจะมีการปนเปื้อนจากเชื้อโรคในระหว่างการเก็บกัก หรือในระบบจ่ายน้ำก่อนถึงครัวเรือนประชาชนได้

 

จากข้อสงสัยเกี่ยวกับการดื่มน้ำบาดาลดังกล่าวจะเป็นโรคนิ่วหรือไม่นั้น นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่าโรคนิ่วเกิดจากการรวมตัวกันของผลึกของเกลือแร่หรือหินปูนจนเป็นก้อนนิ่ว เนื่องจากความเข้มข้นของเกลือแร่ในปัสสาวะสูง เช่น ดื่มน้ำ น้อยกว่าปกติ หรือกินอาหารบางประเภทที่มีเกลือแร่ขับออกมาทางน้ำปัสสาวะมาก ซึ่งการดื่มน้ำแร่ ไม่ได้ทำให้เกิดนิ่วและไม่ได้เป็นสาเหตุทำให้เกิดนิ่ว

ถ้าไม่อยากเป็นนิ่ว แนะนำให้ดื่มน้ำมากกว่าวันละ 8 แก้ว กินอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนและสัดส่วนที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงอาหารหวานมาก เค็มมาก อาหารที่มีกรดยูริกสูง และอาหารที่มีออกซาเลตสูง

 

กลับขึ้นด้านบน