ประท้วงวุ่น! ปูด "ตั๋วตำรวจ" พาดพิงคนนอกสภาซื้อขายตำแหน่ง

ประท้วงวุ่น! ปูด "ตั๋วตำรวจ" พาดพิงคนนอกสภาซื้อขายตำแหน่ง

ประท้วงวุ่น! ปูด "ตั๋วตำรวจ" พาดพิงคนนอกสภาซื้อขายตำแหน่ง

รูปข่าว : ประท้วงวุ่น! ปูด "ตั๋วตำรวจ" พาดพิงคนนอกสภาซื้อขายตำแหน่ง

สภาประท้วงวุ่น! หลัง "รังสิมันต์" ส.ส.พรรคก้าวไกล อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร ปมอ้างตั๋วตำรวจ แต่งตั้งซื้อขายตำแหน่งตำรวจ พร้อมโชว์เอกสารลับ "ตั๋วช้าง" จนทำให้นายสุชาติ ต้องสั่งให้สรุปจบ ยอมรับเป็นเรื่องอันตราย แต่ทำหน้าที่ในฐานะส.ส.

วันนี้ (19 ก.พ.2564) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลวันที่ 4 นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคก้าวไกล อภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรื่องการบริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว ผิดพลาด บกพร่องอย่างร้ายแรง ไร้คุณธรรมปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต และไม่ยึดมั่นและศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย แอบอ้างสถาบันฯ

หลังจากเพิ่งเริ่มต้นการอภิปรายหัวข้อ ก็ทำให้นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.พลังประชารัฐ ลุกขึ้นประท้วงทันที และขอให้ประธานควบคุมการอภิปรายพาดพิงสถาบัน เป็นเรื่องที่ทักท้วง และผู้นำฝ่ายค้านก็ได้อภิปรายไปแล้ว และถ้าจะอภิปรายอย่างไรให้ลงรายละเอียดไปเลย เรื่องต้องห้ามตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ขอไม่ให้ผู้อภิปรายในประเด็นนี้แม้จะอ้างญัตติ แต่ก็ถือว่าซ้ำซาก

ทำให้นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วงเช่นกัน ระบุว่า คำวินัจฉัยของประธาน ถือว่าเด็ดขาด เนื่องจากนายชวน หลีกภัย ได้วินิจฉัยให้การอภิปราย กล่าวหานายกรัฐมนตรีในประเด็นนั้น และวินิจฉัยว่าทำได้ และขอให้นายโรม อภิปรายต่อ

จากนั้นนายไพบูลย์ ลุกขึ้นประท้วงอีกรอบว่า การที่ประท้วงโดยใช้ มาตรา 77 คำวินัจฉัยของประธานเป็นที่สุด ซึ่งวินิจฉัยในช่วงที่ผู้นำฝ่ายค้านเสนอญัตติ และท่านประธาน ที่นั่งตอนนี้ขอให้วินิจฉัยในช่วงเวลานี้ กระทั่งนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯ คนที่ 1 วินิจฉัยว่า ให้อภิปรายได้ตามญัตติ แต่ปรามให้หลีกเลี่ยง

หลีกเลี่ยงได้ เป็นดีที่สุด แต่หากอภิปรายนอกเหนือ ผมมีอำนาจสั่งให้หยุดพูด หรือไม่พูดได้ ซึ่งเป็นไปตามอำนาจข้อ 182 ที่ให้หยุดอภิปรายได้ ขอให้พยายามหลีกเลี่ยงเอ่ยถึงสถาบัน

ทำให้นายไพบูลย์ ประท้วงต่อเนื่องอีก 2 ครั้ง พร้อมระบุว่า จะประท้วงอยู่แบบนี้

ปูดตั๋วตำรวจ-โยกย้ายตำรวจ

นายรังสิมันต์ กล่าวถึงกรณีระบุถึงการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ โดยใช้ชื่อว่า "ตั๋วตำรวจ" ซึ่งงานบริหารตำรวจตั้งแต่ยุคคสช.ของพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร กลับละเลยการแต่งตั้ง จนกลายเป็นที่ซ่องสุมของคนที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ ละเลยให้มีการใช้เส้นสายแต่งตั้ง ในวงการตำรวจ และยังมีการปล่อยให้คนเหล่านี้ลอยนวล

ทำให้วงการตำรวจ เพิกเฉยต่ออาชญกรรม กระทำต่อผู้บริสุทธิ์ เปิดบ่อนไม่ว่า ค้ายาบริสุทธิ์ เจอเจ้าพ่อแล้วนอบน้อม แต่เจอม็อบแล้วสู้ตาย

พร้อมย้ำว่า การอภิปรายครั้งนี้ไม่ทำตัวคนเดียว แต่ทำร่วมกันกับพี่น้องนายตำรวจที่ซื่อสัตย์สุจริตทั่วประเทศ ครอบครัว ญาติมิตร สามี ภรรยา พ่อแม่ มาอภิปรายให้สังคมเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับวงการตำรวจ และจะปกป้องวงการตำรวจไปพร้อมกัน

เนื่องจากพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร วงษฺสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เกี่ยวข้องกับการโยกย้ายตำรวจ เพราะมีคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) มีนายกฯ เป็นประธาน และผบ.ตร.และหน่วยงานต่างๆ ทำให้คนจากฟากรัฐบาล และฝั่งตำรวจมาพูดคุย ตัดสินว่าการโยกย้ายจะเป็นอย่างไรทำให้ทั้ง 2 คนเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้ง

และควรรับรู้ถึงความผิดปกติถึงการแต่งตั้ง และแม้จะรู้ภายหลังก็ควรลงโทษ เป็นอำนาจของตัวเองแท้ๆ แต่กลับละเลย เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา

 

นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า ความผิดปกติของการแต่งตั้งครั้งนี้ มีคำสารภาพ ของ พล.ต.ต.วิสุทธ์ วานิชบุตร อดีตนายตำรวจ เคยให้สัมภาษณ์เมื่อเดือน ก.ค.2559 เรื่องการซื้อขายตำรวจ ระบุว่า ถ้ามีเงินมีผลงานรับรองผ่านฉลุย ถ้าต้องการไปอยู่สน.บางรัก แต่ไม่มีผู้ใหญ่หนุน ต้องเสียเงิน 8 ล้าน แต่ถ้ามีตั่วจากผู้ใหญ่จะจ่ายแค่ 4 ล้านบาท

นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ ยังนำข้อมูลระบุว่า พ.ต.อ.ดร.กันตพงษ์ นิลขำ โพสต์เฟซบุ๊ก ไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังจากถูกโยกย้ายจากตำรวจสืบสวนไปเป็นฝ่ายธุการ ที่บอกว่าทำดีไม่มีผล แต่ถ้ามีตั๋ว มีนาย มีเงินทำได้ทุกอย่าง

2 คนนี้พูดตรงกัน คือมีตั๋วในวงการตำรวจ ตั๋วที่มีจะได้ทุกอย่าง ตั๋วที่มีแล้วอาจจะซื้อตำแหน่งได้ ในราคาที่ถูกลงกว่าครึ่ง 

ตั๋วช้าง-ประท้วงวุ่น 

พร้อมกันนี้ นายรังสิมันต์ ได้หยิบยกเอกสาร ระบุวันที่ 14 มี.ค.2562 ที่อ้างว่า ส่งถึง ผบ.ตร.เป็นการสนับสนุนการแต่งตั้งหรือไม่ ระบุว่า การตั้ง 3 นาย ซึ่งเห็นครั้งแรก ยังไม่อยากเชื่อว่าเป็นตั๋วตำรวจ เพราะหน้าตาก็เป็นหนังสือราชการ แต่สงสัยว่าหนังสือราชการมีการขอตำแหน่งได้หรือไม่

โดยเป็นเอกสารขอสนับสนุน แต่งตั้งตำรวจแบบย้ายข้ามกองบัญชาการที่ พล.ต.ต. “ต” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บังคับการ มีหนังสือถึง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยตรง

เพื่อให้แต่งตั้งตำรวจนอกกองบัญชาการของตัวเอง ทั้งที่คนแค่ระดับผู้บังคับการ ไม่มีอำนาจในการแต่งตั้งนายตำรวจ จึงตั้งคำถาม ไปยังพล.อ.ประวิตร ซึ่งเคยดำรงตำแหน่ง ประธาน ก.ตร. ในขณะนั้น จงใจละเลยให้เกิดเรื่องดังกล่าวหรือไม่

คำถามว่า พล.อ.ประวิตร รู้หรือไม่ว่า มีนายตำรวจระดับผู้บังคับการ ทำหนังสือฉบับนี้ ถึงผบ.ตร.ในช่วงที่ท่านคุมตำรวจอยู่

ส่วนกรณีดังกล่าว พบว่า นายตำรวจคนนี้ปี 2561 ได้รับการยกเว้นหลักเกณฑ์ต่างๆ และในเดือน ต.ค.2563 ดำรงตำแหน่ง ผบช.ก.จากรองสารวัตรผู้มาสาย สู่ผู้บัญชาการสายรุ่งโรจน์ จากการยกเว้น 3 ครั้งติดต่อกัน ทำไมท่านถึงได้รับการอวยยศ

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายรังสิมันต์ อภิปรายมาถึงตรงนี้ ทำให้บรรดา ส.ส.ฟากรัฐบาล ยังลุกขึ้นประท้วงอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างว่าเป็นการอภิปรายพาดพิงบุคคลที่ 3 ไม่ได้อภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร ทำให้รังสิมันต์ ใช้ชื่อย่อ กรณีการโยกย้ายตำรวจแทน

นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ลุกขึ้นประท้วงว่า อภิปรายพาดพิงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ ต่อมานายสิระ ได้ลุกขึ้นจากที่นั่งและไปนั่งอยู่ใกล้กับฝ่ายค้าน ระหว่างที่นายรังสิมันต์กำลังอภิปรายด้วย

อย่างไรก็ตาม การอภิปรายของนายรังสิมันต์ ยังเกิดการประท้วงขึ้นต่อเนื่อง โดยนายรังสิมันต์ หลังจากที่ระบุว่า ได้รวบรวมเรื่องตั๋วมา มีทั้งตั๋ว ผบ.ตร. ตั๋วพล.อ.ประยุทธ์ ตั๋วพล.อ.ประวิตร พร้อมโชว์เอกสารกลางสภาฯระบุว่า

ผมเสียใจถ้าไม่ได้พูด “ตั๋วช้าง” มีตำรวจ 20 คนได้รับตั๋วนี้ ซึ่งหนังสือเริ่มด้วยคำว่า “ด้วย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.. ได้มีหนังสือให้นำความ...”

ทำให้ นายไพบูลย์ ลุกขึ้นประท้วงทันที ส่วนนายสุชาติ สั่ง “ห้ามพูดถึงสถาบันฯแล้วนะครับ” ให้สรุปจบ

ทั้งนี้นายรังสิมันต์ กล่าวว่า การอภิปรายครั้งนี้ เป็นเรื่องที่อันตรายที่สุดในชีวิตไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นแต่เป็นผู้แทนราษฏร จึงต้องทำหน้าที่ และไม่เสียใจที่ได้ออกมาพูดเรื่องนี้

 

 

กลับขึ้นด้านบน