"ความหวัง" หลังขวดวัคซีน

"ความหวัง" หลังขวดวัคซีน

"ความหวัง" หลังขวดวัคซีน

รูปข่าว : "ความหวัง" หลังขวดวัคซีน

แสงที่ปลายอุโมงค์เริ่มสว่างมากขึ้น หลังไทยได้รับวัคซีนโควิด-19 จากจีน ซึ่งที่ผ่านมาภาคธุรกิจฝากความหวังไว้กับวัคซีน ทั้งด้านการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ และทำให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิต ให้เป็นปกติได้มากที่สุด

 

 

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำรวจความเห็นผู้บริหาร 200 คน เกี่ยวกับ ความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการวัคซีนพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ หรือ ร้อยละ 61 มีความพึงพอใจต่อแผนการบริการจัดการวัคซีนของภาครัฐในระดับปานกลาง ส่วนพอใจมากกับพอใจน้อย มีระดับความเห็นใกล้เคียงกัน

 

นอกจากบุคลากรทางการแพทย์ สาธารณสุข และ ผู้มีโรคประจำตัว ใครควรได้รับการฉีดลำดับถัดไป? ร้อยละ 73.5 ผู้ปฏิบัติงานเสี่ยง, ร้อยละ 55.5 ภาคบริการ, ร้อยละ 54.5 ผู้สูงอายุ, และ ร้อยละ 47 ภาคอุตสาหกรรม

 

หลังการฉีดวัคซีนแล้ว อยากให้ภาครัฐสนับสนุนในเรื่องใด 3 อันดับแรก คือ ต้องการให้กระตุ้นการบริโภคในประเทศ, เร่งช่วยเหลือสนับสนุนเอสเอ็มอี และส่งเสริมการท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่มีวัคซีนพาสปอร์ต

 

ส่วนการเปิดรับผู้เดินทางจากต่างประเทศ ผู้บริหารระดับสูง มองว่า ต้องการให้กักตัว 14 วัน และ มี วัคซีน พาสปอร์ต ซึ่งมีผู้เห็นด้วย ร้อยละ 58.5

 

ในฝั่งธุรกิจอีเว้นท์ นายกสมาคมธุรกิจสร้างสรรค์การจัดงาน ระบุว่า กว่าจะฉีดให้ครอบคลุมร้อยละ 50-60 หรือ ระดับที่กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้ คงใช้เวลาพอสมควร แต่การอนุญาตให้เดินทางระหว่างประเทศ อาจไม่จำเป็นต้องรอให้ฉีดวัคซีนจนครบ

นอกจากเรื่องวัคซีนโควิด-19 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พิจารณาแนวทางการกักตัวผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ ตามมาตรฐาน Area Quarantine

เบื้องต้น จะให้นักท่องเที่ยวกักตัวภายในห้อง 3 วัน และอีก 11 วันที่เหลือ ออกมาทำกิจกรรมนอกห้องได้ แต่ต้องอยู่ภายในพื้นที่ ตามขอบเขตที่กำหนด เช่น สามารถลงสระว่ายน้ำ เข้าห้องยิม หรือแม้แต่ลงเล่นน้ำในทะเลได้ แต่ต้องเป็นชายหาดส่วนตัว

อุปนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว เห็นด้วยกับมาตรการ Area Quarantine แต่ต้องการให้รัฐ กำหนดระยะเวลาการเริ่มฉีดวัคซีนที่แน่นอน เพราะธุรกิจจำเป็นต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวเปิดรับนักท่องเที่ยวอย่างน้อย 3 เดือน​

รวมถึงการรอให้วัคซีนที่ถูกฉีดไปเห็นผล อย่างช้าที่สุดรัฐต้องประกาศในเดือนมีนาคม เพื่อให้ภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมและห้องพัก เพื่อรับนักท่องเที่ยวได้ ในเดือนมิถุนายน​

นอกจากนี้ เสนอให้รัฐเปิดทางให้ภาคเอกชนที่มีสภาพคล่อง สามารถนำเข้าวัคซีนด้วยการควบคุมของรัฐ เพื่อฉีดให้กับพนักงานของตัวเอง เพราะวัคซีนที่นำเข้ายังไม่เพียงพอ ​และมีจำนวนจำกัด​ ควบคู่กับการทำวัคซีนพาสปอต​ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าประเทศโดยไม่กักตัว

 

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย​ ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะขยายตัว ร้อยละ 2.8-3 แต่ถ้าการนำเข้าวัคซีน ได้ผลและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวเข้าประเทศ เกิน 6 ล้านคน จะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้เติบโตมากกว่าร้อยละ 3​

สวนทาง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ประเมินว่า จากสถานการณ์ในปัจจุบัน มีความเป็นไปได้ ว่า วัคซีนที่ไทยได้รับ อาจไม่เพียงพอ ที่จะทำให้มีการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ ได้ตามที่ประมาณการณ์ไว้ 2-4.5 ล้านคน ซึ่งจะทำให้ตัวเลขจีดีพี มีแนวโน้มลงไปที่กรอบล่าง และ อาจกระทบต่อเนื่องไปยังภาระของรัฐบาลที่มากขึ้น ในการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ

 

 

 

 

 

 

กลับขึ้นด้านบน