ก.เกษตรฯ หนุนผู้ประกอบการ-เกษตรกร เพิ่มมูลค่าราคายาง

ก.เกษตรฯ หนุนผู้ประกอบการ-เกษตรกร เพิ่มมูลค่าราคายาง

ก.เกษตรฯ หนุนผู้ประกอบการ-เกษตรกร เพิ่มมูลค่าราคายาง

รูปข่าว : ก.เกษตรฯ หนุนผู้ประกอบการ-เกษตรกร เพิ่มมูลค่าราคายาง

กระทรวงเกษตรฯ เร่งแก้ไขปัญหาราคายางพาราให้ราคาหนุนแนวคิดโมเดลธุรกิจ 3 ขา ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและเกษตรกร ร่วมสร้างมูลค่าเพิ่มให้ราคายางและเสริมความเข้มแข็งของเกษตรกร

วันนี้ (31 มี.ค.2564) นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้ทุกหน่วย เร่งแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร ซึ่งการยางฯ ได้จัดทำแนวทางแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ ด้วยรูปแบบโมเดลธุรกิจ 3 ขา

 

ระหว่างการยางแห่งประเทศไทย ผู้ประกอบการโรงงาน และเกษตรกร ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องราคายางพารา และเสริมสร้างความแข็งแรงให้เกษตรกรและผู้ประกอบการมากขึ้น ซึ่งภาคเกษตรกรมีหน้าที่ส่งวัตถุดิบให้โรงงานใช้สมรรถภาพกำลังในการผลิตเต็มที่

ความคิดโมเดล 3 ขา เกิดขึ้นจากการเล็งเห็นว่า มีสถานประกอบการโรงงานหลายแห่งที่ผลิตสินค้าเกี่ยวกับยางพารา ทำได้ไม่เต็มสมรรถภาพ เนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบและเงินทุน

ดังนั้นการยางแห่งประเทศไทย จะเป็นตัวกลางประสานให้เกิดความร่วมมือขึ้น เช่น เกษตรกรมีวัตถุดิบ ผู้ประกอบการมีโรงงาน และการยางแห่งประเทศไทยมีเงินทุน สามารถเข้าไปช่วยในเรื่องสภาพคล่องได้

 

ธุรกิจโมเดล 3 ขา จะเป็นการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เพื่อให้เกษตรกรมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมากขึ้น ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ แทนที่จะต่างคนต่างทำ ก็มาช่วยกัน ทำให้ต้นทุนลดลง ชาวบ้านก็ได้ส่วนแบ่งมากขึ้น เพราะถ้าไม่ช่วยกันทำจะเกิดความเสียหายทั้งระบบ

นายณกรณ์กล่าวว่า ขณะนี้ได้เริ่มพูดคุยและเดินหน้าไปบ้างแล้ว โดยจะเริ่มที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคใต้ เช่น ยางก้อนถ้วย จะทำมากที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือร้อยละ 99 ของผลผลิตทั้งหมด

ส่วนภาคใต้ จะเน้นเรื่องน้ำยาง โดยอาจจะพิจารณาให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่

 

ทั้งนี้ถือเป็นโยบายสำคัญตามแผนปี 2564 เพื่อเพิ่มมูลค่าและเป็นการบริหารที่สมดุลย์ทำให้รัฐแก้ปัญหาราคายางได้อย่างยั่งยืน โดยคาดการณ์ว่าสถานการณ์ยางพาราในปีนี้จะดีขึ้น และมีแนวโน้มจะแตะที่ 70 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่เริ่มดีขึ้น โดยธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์ยางล้อก็มีความต้องการยางแผ่นมากขึ้น

นอกจากนี้จากปัญหา COVID-19 ของปีที่แล้ว ทำให้ต้องใช้ยางเก่าในสต๊อกจนยางเหลือใช้แค่ 1 เดือน ทั้งที่จะต้องสต๊อกยาง เผื่อไว้ใช้อย่างน้อย 2 เดือน

ดังนั้นปีนี้จะต้องเริ่มสต็อกยาง ไม่อย่างนั้นจะมีความเสี่ยง เพราะอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่นถุงมือยาง ก็ยังมีความต้องการสูง

แท็ก

แท็ก

แท็ก
กลับขึ้นด้านบน