คกก.โรคติดต่อฯ เห็นชอบฉีดวัคซีน Sinovac ให้คนอายุ​ 60 ​ปีขึ้นไป​

คกก.โรคติดต่อฯ เห็นชอบฉีดวัคซีน Sinovac ให้คนอายุ​ 60 ​ปีขึ้นไป​

คกก.โรคติดต่อฯ เห็นชอบฉีดวัคซีน Sinovac ให้คนอายุ​ 60 ​ปีขึ้นไป​

รูปข่าว : คกก.โรคติดต่อฯ เห็นชอบฉีดวัคซีน Sinovac ให้คนอายุ​ 60 ​ปีขึ้นไป​

คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เห็นชอบฉีดวัคซีน Sinovac ให้คนอายุ​ 60​ปีขึ้นไป​ และร่วมมือเอกชนฉีดวัคซีนให้กลุ่มแรงงาน​ 16​ ล้านคน​ เริ่มฉีด มิ.ย.นี้

วันนี้ (7 พ.ค.2564) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน​การประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ระบุว่า กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า ภาคเอกชน จะร่วมฉีดวัคซีนในประชากรวัยแรงงานจำนวน 16 ล้านคน โดยมีสํานักงานประกันสังคม และจังหวัด​ รวบรวมรายชื่อแรงงานที่จะรับวัคซีน รวมทั้ง​ จะมีการเพิ่มจุดฉีดวัคซีนนอกสถานพยาบาลของรัฐ ในกทม. 82 แห่ง ต่างจังหวัดอีกประมาณ 300 แห่ง​ และในอนาคตจะมีรถเคลื่อนที่

 

นอกจากนี้​ ยังเห็นชอบแนวทางฉีดวัคซีนของซิโนแวคให้กับผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป เนื่องจากผลการศึกษาของประเทศจีน​ มีความชัดเจนมากขึ้นแล้ว จากนี้จะส่งเรื่องให้กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป​ จึงจะดำเนินการฉีดในกลุ่มที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปได้

 

นายอนุทิน​ ยังกล่าวถึงกรณีการเปรียบเทียบปรับกรณีไม่สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าเวลาออกนอกเคหสถาน โดยจะจะอนุโลม ยกเว้น และลดค่าปรับตามความเหมาะสม​ เพื่อไม่ให้เป็นภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน​

ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค บอกว่า การฉีดวัคซีนในกลุ่มวัยแรงงาน จะทำคู่ขนานกับผู้สูงอายุ เนื่องจากขณะนี้พบการลงทะเบียนฉีดวัคซีนในหมอพร้อมจำนวนไม่มาก​ คาดว่าจะเริ่มฉีดในเดือน มิ.ย.นี้ โดยจะให้ผู้ประกอบการรวมกลุ่มนัดหมาย​ จากนั้นกำหนดวันฉีดส่งเรื่องมายังประกันสังคมเพื่อประสานกระทรวงสาธาณสุข 

 

ส่วนเรื่องค่าปรับหารือการคร่าวๆ จะแบ่งเป็นการกระทำผิดครั้งแรก​ปรับไม่เกิน 1,000 บาท หากมีการกระทำผิดซ้ำจะปรับตั้งแต่ 1,000 บาท​แต่ไม่เกิน 10,000 บาท และถ้ายังมีการกระทำผิดอีกก็จะปรับในหลักหมื่นแต่ไม่เกิน 20,000 บาท ซึ่งต้องหารือเพื่อวางโครงร่างที่ชัดเจนอีกครั้ง ทั้งนี้การจับปรับไม่ได้หวังเงินทองของประชาชน แต่เพื่อให้เกิดความตระหนักถึงสถานการณ์​และให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจ

กลับขึ้นด้านบน