"วิโรจน์" แนะรัฐทุ่มงบฯ สู้โควิด ไม่ใช่เวลาใช้เงิน 2 พันล้าน ซื้ออาวุธ

"วิโรจน์" แนะรัฐทุ่มงบฯ สู้โควิด ไม่ใช่เวลาใช้เงิน 2 พันล้าน ซื้ออาวุธ

"วิโรจน์" แนะรัฐทุ่มงบฯ สู้โควิด ไม่ใช่เวลาใช้เงิน 2 พันล้าน ซื้ออาวุธ

รูปข่าว : "วิโรจน์" แนะรัฐทุ่มงบฯ สู้โควิด ไม่ใช่เวลาใช้เงิน 2 พันล้าน ซื้ออาวุธ

"วิโรจน์ ลักขณาอดิศร" ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 65 ชี้รัฐบาลปรับลดงบฯ ภาพรวม เพื่ออำพราง แล้วเพิ่มงบฯ จัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพบกและกองทัพเรือถึง 2,678 ล้านบาท ในสถานการณ์ที่ประชาชนกำลังเผชิญวิกฤต COVID-19

วันนี้ (31 พ.ค.2564) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2565 โดยระบุว่า งบฯ กองทัพบกปี 2565 ภาพรวมปรับลดลง 6,600 ล้านบาท แต่เมื่อลงรายละเอียดกลับพบว่า งบฯ โครงการเสริมสร้าง จัดหายุทโธปกรณ์พบว่า เพิ่มขึ้น 1,805 ล้านบาท จากปี 2564


ส่วนงบฯ กองทัพเรือภาพรวมปรับลด 1,130 ล้านบาท แต่งบฯ โครงการเสริมสร้าง จัดหายุทโธปกรณ์ เพิ่มขึ้น 873 ล้านบาท จากปี 2564 รวม 2 กองทัพเพิ่มขึ้น 2,678 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ควรนำไปใช้กับการจัดการ COVID-19

นายวิโรจน์ ระบุว่า หากนำเงิน 2,678 ล้านบาทไปซื้อวัคซีนไฟเซอร์ จะซื้อได้ 4.4 ล้านโดส หรือฉีดให้ประชาชนได้ 2.2 ล้านคน ซื้อวัคซีนแอสตราเซเนกา 22 ล้านโดส ฉีดให้ประชาชนได้ 11 ล้านคน

ตรวจ RT-PCR ให้ประชาชนได้ 1,000,000 คน ซื้อชุด PAPR สำหรับแพทย์ได้ 300,000 ชุด หรือซื้อยาฟาวิพิราเวียร์ได้ 22 ล้านเม็ด หรือใช้กับผู้ป่วยได้ประมาณ 446,000 คน

พฤติกรรมแสร้งลดงบฯ ในภาพรวม เพื่ออำพราง แล้วแอบไปซื้ออาวุธเพิ่ม ในสถานการณ์แบบนี้ มีสามัญสำนึกไหม เห็นอยู่ว่าประชาชนขาดวัคซีน ขาดเตียง ขาดยา ขาดเครื่องช่วยหายใจ ไม่ได้ขาดกระสุนปืนใหญ่ ไม่ได้ขาดรถถัง หรือรถยานเกราะ แค่ลดการซื้ออาวุธ ก็ช่วยเหลือประชาชนได้มากแล้ว

หั่นงบฯ บัตรทอง 1.8 พันล้าน

ขณะที่งบประมาณกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นกระทรวงสำคัญในการจัดการกับ COVID-19 โดยเฉพาะกรมควบคุมโรค ได้รับงบฯ 3,565 ล้านบาท งบฯ ถูกลดลง 479 ล้านบาท (-11.8%) โดยได้งบน้อยกว่าปี 2562 ที่ยังไม่มีการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ถึง 470 ล้านบาท


กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หน่วยงานตรวจคัดกรองเชิงรุก COVID-19 ซ่งเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมการแพร่ระบาด ได้รับงบฯ 1,245 ล้านบาท ถูกลดงบฯ ลง 144 ล้านบาท (-10.4%) ได้งบน้อยกว่าปี 62 ที่ยังไม่พบ COVID-19 ถึง 164 ล้านบาท

เช่นเดียวกับกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง ได้รับงบฯ 140,550 บาท ซึ่งถูกหั่นงบจากปี 64 ถึง 1,815 ล้านบาท (-1.3%)

ทั้งที่วัคซีนที่ใช้ทุกวันนี้ เป็นวัคซีนใหม่ที่ใช้ในกรณีฉุกเฉิน และเมื่อมีการด่วนสรุปว่า ประชาชนไม่ได้ตายด้วยวัคซีน โดยปราศจากข้อโต้เถียงทางวิชาการ ประชาชนก็ไม่ได้รับชดเชยแม้แต่บาทเดียว

ไม่ให้ความสำคัญกับการศึกษา

นายวิโรจน์ ระบุอีกว่า งบฯ 2565 ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาของเยาวชนของชาติ แม้เด็กยากจนจะเพิ่มขึ้น 219,909 คน จากสถานการณ์ COVID-19 แต่งบฯ อุดหนุนการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษากลับลดลงถึง 450 ล้านบาท


ขณะที่งบกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาลดลง 433 ล้านบาท เหลือ 5,652 ล้านบาท และงบฯ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของ สพฐ.ลดลง 17 ล้านบาท เหลือ 372 ล้านบาท

ส่วนงบฯ การศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาส ลดลง 72 ล้านบาท (-11.9%) เหลือ 532 ล้านบาท งบฯ ต่อหัวก็ลดลง 2,367 บาท เหลือ 15,657 คน ทั้งที่จำนวนเด็กด้อยโอกาสเพิ่มขึ้น


งบฯ การศึกษาเด็กพิการ ลดลง 147 ล้านบาท (-5.2%) เหลือ 2,657 ล้านบาท งบต่อหัวลดลงทั้งที่จำนวนเด็กพิการเพิ่มขึ้น ส่วนงบฯ พัฒนาสื่อ และเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาลดลง 9 ล้านบาท (-3.8%) เหลือ 227 ล้านบาท ทั้งที่การเรียนออนไลน์ผ่าน DLTV DLIT เป็นทางเลือกสำหรับเด็กที่ปิดโรงเรียนช่วง COVID-19

ชี้ ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก ถ้าที่ขี่อยู่ไม่ใช่ม้า

สำหรับงบฯ ด้านการป้องกันประเทศถูกปรับลดลง 10,383 ล้านบาท คิดเป็น -4.9 % ดูเหมือนจะดี แต่งบฯ สาธารณสุขป้องกันชีวิตของประชาชน กลับถูกปรับลดลงถึง 37,207 ล้านบาท คิดเป็น -10.8 % งบฯ การศึกษาป้องกันอนาคตของประชาชน ปรับลดลง 26,524 ล้านบาท คิดเป็น -5.5 %

ยืนยันว่า งบฯ 3.1 ล้านล้านมีปัญหา ขอเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก อย่าอ้างว่า สถานการณ์ที่มีปัญหารุ้มเร้าไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก แต่อยากให้ลองก้มลงไปดูก่อน ถ้ารู้แน่ ๆ ว่าที่ขี่อยู่ไม่ใช่ม้า เปลี่ยนเป็นม้าเมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็คุ้ม

 

 

กลับขึ้นด้านบน