ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด "อดีตผกก.สภ.ทุ่งสง" คดีเบี้ยเลี้ยงโควิด

ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด "อดีตผกก.สภ.ทุ่งสง" คดีเบี้ยเลี้ยงโควิด

ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด "อดีตผกก.สภ.ทุ่งสง" คดีเบี้ยเลี้ยงโควิด

รูปข่าว : ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด "อดีตผกก.สภ.ทุ่งสง" คดีเบี้ยเลี้ยงโควิด

ป.ป.ช.มีมติชี้มูล "พ.ต.อ.สมพงษ์" อดีต ผกก.สภ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 และ กฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 172 รวมถึงมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง กรณีทุจริตเบี้ยเลี้ยงงบ COVID-19

วันนี้ (14 มิ.ย.2564) นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติมอบหมายคณะผู้ไต่สวนเบื้องต้น เพื่อดำเนินการไต่สวนเบื้องต้น กับ พ.ต.อ.สมพงศ์  ทิพย์อาภากุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้กำกับการ สถานีตำรวจภูธรทุ่งสง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช โดยปรากฏข้อเท็จจริงฟังได้ว่า

เมื่อปี 2563 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้จัดสรรเงินค่าตอบแทน หรือ ค่าเบี้ยเลี้ยงงบ COVID – 19 ให้สถานีตำรวจภูธรทุ่งสง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อเบิกจ่ายค่าตอบแทนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติงานนอกที่ตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงได้ตามที่ตกลงในอัตราคนละ 60 บาทต่อชั่วโมง

โดยเบิกจ่ายเท่ากับที่ปฏิบัติงานจริง แต่ไม่เกิน 7 ชั่วโมงต่อวัน ทั้งในวันราชการและวันหยุดราชการ และงดเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางไปราชการ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 27 มี.ค.2563 เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID – 19 จะยุติลง

ต่อมาสถานีตำรวจภูธรทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ได้มีการประชุมประจำเดือน ก.ย.2563 ในวันอังคารที่ 29 ก.ย.2563 ที่สถานีตำรวจภูธรทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช โดยมี พ.ต.อ.สมพงศ์  ทิพย์อาภากุล เป็นประธานที่ประชุม และมีข้าราชการตำรวจเข้าประชุมประมาณ 200 นาย ซึ่งในที่ประชุมได้ชี้แจงเกี่ยวกับการได้รับการจัดสรรงบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงของตำรวจ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาด COVID-19

โดย พ.ต.อ.สมพงศ์ ได้ชี้แจงรายละเอียดงบประมาณและวิธีการเบิกจ่ายให้ในที่ประชุมทราบ โดยในส่วนของค่าเบี้ยเลี้ยงงบ COVI-19 นั้น พ.ต.อ.สมพงศ์ ได้สั่งการให้ข้าราชการตำรวจทุกนายของสถานีตำรวจภูธรทุ่งสง มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนรายละ 15,000 บาท และให้ข้าราชการตำรวจที่ได้รับเงินเกินจาก 15,000 บาท นำไปบริจาคให้กับสถานีตำรวจภูธรทุ่งสง เพื่อนำไปจัดสรรให้กับข้าราชการตำรวจที่ได้รับการจัดสรรน้อยกว่า 15,000 บาท เพื่อความเท่าเทียมกันและเพื่อความสามัคคีในสถานีตำรวจภูธรทุ่งสง

ส่วนเงินที่เหลือจากการปันส่วน ให้เก็บไว้เป็นกองกลางเป็นเงินบริหารของสถานีตำรวจภูธรทุ่งสง ใช้สำหรับจัดหาอุปกรณ์ในการปฏิบัติงาน จัดงานตำรวจ จัดงานสังสรรค์ภายในสถานีตำรวจภูธรทุ่งสง เงินรางวัลผู้ปฏิบัติงานและอื่นๆ โดยให้เจ้าหน้าที่การเงินสถานีตำรวจภูธรทุ่งสงมีหน้าที่ในการเก็บรวบรวมเงินดังกล่าว

ทั้งที่ พ.ต.อ.สมพงศ์ ก็ทราบดีอยู่แล้วว่าเงินค่าเบี้ยเลี้ยงงบ COVID-19 ดังกล่าว  เป็นการจ่ายค่าตอบแทนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติงานนอกที่ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ ซึ่งในขณะนั้นมีข้าราชการตำรวจหลายรายไม่เห็นด้วย แต่ไม่มีใครโต้แย้งหรือคัดค้าน

ปรากฏข้อเท็จจริงต่อมาว่าสถานีตำรวจภูธรทุ่งสง ได้เรียกเก็บเงินค่าเบี้ยเลี้ยงงบ COVID-19 จากข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติงานนอกที่ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ และได้มีการนำไปจัดสรรให้กับข้าราชการตำรวจที่ได้รับจัดสรรน้อยกว่า 15,000 บาท และข้าราชการตำรวจที่ไม่มีสิทธิจะได้รับเพื่อให้ถึงจำนวน 15,000 บาท

หากมีข้าราชการตำรวจรายใดไม่เห็นด้วยและไม่ยอม นำค่าเบี้ยเลี้ยงงบ COVID-19 มาคืนให้กับสถานีตำรวจภูธรทุ่งสง พ.ต.อ.สมพงศ์ ก็จะออกคำสั่งย้ายปรับเปลี่ยนหน้าที่ข้าราชการตำรวจรายนั้น เพื่อไม่ให้ข้าราชการตำรวจรายอื่นถือเป็นตัวอย่าง

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาสำนวนการไต่สวนแล้วเห็นว่า การกระทำของ พ.ต.อ.สมพงศ์ ทิพย์อาภากุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตปี 2561 มาตรา 172

มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง เห็นควรส่งรายงาน เอกสาร และความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาล ซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน เอกสาร และความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ตามมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ปี 2561 ต่อไป 

 

 

แท็ก

กลับขึ้นด้านบน