สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยเสนอมาตรการต่อลมหายใจธุรกิจ

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยเสนอมาตรการต่อลมหายใจธุรกิจ

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยเสนอมาตรการต่อลมหายใจธุรกิจ

รูปข่าว : สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยเสนอมาตรการต่อลมหายใจธุรกิจ

การระบาดของ COVID-19 ทั้ง 3 ระลอก ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยระบุว่า ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว ร้านอาหาร ผับ บาร์ ต่างๆ ซึ่งบางเเห่งถอดใจ ปิดกิจการเเล้ว

วันนี้(23 มิ.ย.2564) ในช่วงบ่ายวันนี้ รัฐบาลเเละภาคเอกชน นัดหารือแนวทางช่วยเหลือและฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งจะมีทั้งตัวแทนจากภาครัฐ คือ รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ เช่น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นต้น

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช  ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ซึ่งจะเป็นตัวเเทนร่วมพูดคุย ระบุว่า ร้านอาหาร ภัตตาคาร สปา ธุรกิจบริการ ท่องเที่ยว อาชีพอิสระเป็นกลุ่มเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจาการระบาดของ COVID-19 จากมาตรการควบคุมการระบาด

หากนับการระบาดตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน ขณะนี้มีเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบร้อยละ 70 จากจำนวนเอสเอ็มอีทั้งหมด 3.1 ล้านราย บางรายต้องปิดกิจการ เฉพาะการระบาดของ COVID-19 ระลอกเดือน เม.ย. - พ.ค. มีมากกว่า 200,000 ราย จึงต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือเร่งด่วน

นายแสงชัย ระบุด้วยว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือแต่เอสเอ็มอีจำนวนมากเข้าไม่ถึง เช่น มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลนระยะที่ 1 มีเอสเอ็มอีเข้าถึงเพียง 77,787 ราย วงเงิน 138,200 ล้านบาท แต่การปล่อยซอฟต์โลนกลับมีเอสเอ็มที่ได้รับวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 20 ล้านบาท เพียงร้อยละ 25 ที่เหลือร้อยละ 75 เป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่มีขนาดใหญ่

จึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณา 3 มาตรการ โดยมาตรการเร่งด่วนแรกคือ การพักต้น-พักดอกและยืดระยะเวลาการชำระออกไป รวมทั้งไม่ติดเครดิตบูโร เพื่อประคองธุรกิจในระยะสั้นในช่วง 3 - 12 เดือน

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินออกมาตรการยกเว้นการชำระเงินต้น และดอกเบี้ย เป็นระยะเวลา 6 เดือน แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โรงแรม รีสอร์ต เกสต์เฮาส์ และเซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ เพื่อช่วยดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการ ให้สามารถประคับประคองธุรกิจ จนกว่าสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 จะคลี่คลาย และกิจการกลับมามีรายได้อีกครั้ง มีผลตั้งเเต่เดือน ก.ค. - ธ.ค. 2564

 

กลับขึ้นด้านบน