วิกฤต! สมาคมเวชศาสตร์ฯ ชง 5 ข้อรับมือโควิด กทม.-ปริมณฑล

วิกฤต! สมาคมเวชศาสตร์ฯ ชง 5 ข้อรับมือโควิด กทม.-ปริมณฑล

วิกฤต! สมาคมเวชศาสตร์ฯ ชง 5 ข้อรับมือโควิด กทม.-ปริมณฑล

รูปข่าว : วิกฤต! สมาคมเวชศาสตร์ฯ ชง 5 ข้อรับมือโควิด กทม.-ปริมณฑล

สมาคมเวชศาสตร์ป้องกันฯ ออกประกาศ 5 ข้อ รับมือ COVID-19 ด่วนหลัง กทม.-ปริมณฑล วิกฤต แนะเร่งปูพรมฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ภายใน 3 เดือน สุ่มตรวจพื้นที่ยังไม่ระบาดเดือนละ 1 ครั้ง ตั้งทีมสอบสวนเคลื่อนที่เร็วใน กทม.เขตละ 3 ทีม

วันนี้ (24 มิ.ย.2564) นายพรเทพ ศิริวนารังสรรค์ นายกสมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย ออกประกาศ เรื่อง โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ฉบับที่ 2/2564 ระบุว่า ขณะนี้ได้เกิดการระบาดของโรค COVID-19 อย่างกว้างขวางและรุนแรงเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในเขต กทม.และปริมณฑล จนทำให้ระบบบริการรักษาพยาบาลเริ่มไม่เพียงพอ ต่อจำนวนผู้ป่วยที่มีมากขึ้น สมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทยจึงขอเสนอให้มีการดำเนินการควบคุมป้องกันโรคอย่างเร่งด่วนในประเด็นดังต่อไปนี้

1. จากการศึกษาวิจัยล่าสุดในคนไทย และประสบการณ์การใช้จริงในโรงพยาบาลหลายแห่งที่มีการเก็บข้อมูลการติดเชื้อของบุคลากรแล้ว มีความเห็นว่าวัคซีน COVID-19 ที่มีใช้อยู่ในประเทศในปัจจุบันมีประสิทธิภาพดี น่าพอใจ มีผลข้างเคียงน้อย สามารถลดความรุนแรงของโรคและการเสียชีวิตได้ดี จำเป็นจะต้องเร่งรัดให้มีการฉีดอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ภายในเวลา 3 เดือนต่อจากนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบควรจัดหาวัคซีน COVID-19 เพิ่มเติมโดยเร่งด่วน เพื่อให้มีวัคซีนอย่างเพียงพอในช่วงเวลาดังกล่าว

2. ขอให้ประชาชนตระหนักว่า แม้ได้รับวัคซีนแล้วก็ยังต้องรักษามาตรการป้องกันการติดเชื้ออย่างเข้มงวดต่อไป

3. จัดให้มีการเฝ้าระวังในสถานที่ต่างๆ เช่นในชุมชน ในตลาด ในคอนโด ในสถานประกอบการ เป็นต้น โดยให้เจ้าของหรือผู้ประกอบการ ด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มีหน้าที่จัดการคัดกรองด้วยแบบ สอบถามคัดกรอง ไทยเซฟไทย ของกรมอนามัย โดยเน้นผู้ที่เข้าออกเป็นประจำในสถานที่นั้นๆ โดยจัดทำอย่างสม่ำเสมอ

4. จัดทำการสุ่มตรวจเฝ้าระวัง (sentinel surveillance) ในพื้นที่ที่ยังไม่มีการระบาดอย่างน้อยเดือนละครั้ง ครั้งละไม่น้อยกว่า 75 คนต่อแห่ง หากพบในแต่ละแห่งติดเชื้อมากกว่า 2 คน จะต้องดำเนินการตรวจอย่างละเอียดเชิงรุก (active case finding)

5. ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล จำเป็นจะต้องจัดให้มีหน่วยสอบสวนเคลื่อนที่เร็วให้เพียงพออย่างน้อยให้มีเขตหรืออำเภอละ 3 ทีม ทีมละ 4 คน และจะต้องทำการสอบสวนโรค ให้เสร็จสิ้นภายใน 24 ชั่วโมง เมื่อทราบว่ามีการระบาดโรค

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศบค.จับตาคลัสเตอร์ "บ้านเด็กอ่อนรังสิต" ติดโควิด 39 คน

ผลวิจัยจุฬาฯ-สหรัฐ "ฉีดซิโนแวค" 2 เข็มมีผลยับยั้งเชื้อ COVID-19

กลับขึ้นด้านบน