วิจัยกรุงศรี คาดแรงงาน "9.3 ล้านคน" เสี่ยงถูกเลิกจ้าง-ลดเงินเดือน

วิจัยกรุงศรี คาดแรงงาน "9.3 ล้านคน" เสี่ยงถูกเลิกจ้าง-ลดเงินเดือน

วิจัยกรุงศรี คาดแรงงาน "9.3 ล้านคน" เสี่ยงถูกเลิกจ้าง-ลดเงินเดือน

รูปข่าว : วิจัยกรุงศรี คาดแรงงาน "9.3 ล้านคน" เสี่ยงถูกเลิกจ้าง-ลดเงินเดือน

"วิจัยกรุงศรี" ประเมินเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ปีนี้มีความเสี่ยงสูงกลับมาติดลบ จากวิกฤตโควิด-19 ระลอก 3 ระบุหากไม่มีมาตรการรัฐเพิ่มเติม คาดว่าธุรกิจประมาณ 27.6% อาจขาดสภาพคล่องและเสี่ยงเลิกกิจการ ซึ่งจะทำให้แรงงาน 9.3 ล้านคน เสี่ยงถูกเลิกจ้างหรือลดเงินเดือน

วันนี้ (8 ก.ย.2564) ฝ่ายวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือ วิจัยกรุงศรี ประเมินเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ของปีนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะกลับมาติดลบจากไตรมาสก่อน ซึ่งจะนับเป็นการติดลบครั้งแรกตั้งแต่ไตรมาส 2 ปีที่แล้ว จากการระบาดที่รุนแรงของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่แพร่กระจายรวดเร็วตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. และลากยาวกว่าคาด ทำให้ต้นเดือน ส.ค. ทางการประกาศขยายมาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มงวด เพิ่มเป็น 29 จังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม

ทั้งนี้ จากการประเมินผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 หากไม่มีมาตรการรัฐเพิ่มเติม คาดว่าธุรกิจราว 27.6% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมด จะประสบปัญหาสภาพคล่อง จนนำไปสู่ความเสี่ยงของการเลิกกิจการ ทำให้แรงงาน 9.3 ล้านคน มีความเสี่ยงที่จะถูกเลิกจ้างหรือลดเงินเดือน

ล่าสุด แม้ทางการจะได้เริ่มปรับมาตรการควบคุมการระบาดในบางกิจการ กิจกรรม กลับมาดำเนินการได้บ้างภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา แต่โดยภาพรวมแล้วยังต้องอยู่ภายใต้พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดอยู่ จึงคาดว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายภาคธุรกิจและการจ้างงานยังคงซบเซา แม้อาจเห็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงที่เหลือของปี

 

ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท) ปรับมาตรการทางการเงินเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ สะท้อนการมุ่งเน้นใช้นโยบายการเงินที่ตรงกลุ่มเป้าหมายเป็นสำคัญ ล่าสุด ธปท.ร่วมกับสมาคมธนาคารไทยชี้แจงมาตรการสนับสนุนการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 เพิ่มเติม เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับลูกหนี้ได้มากขึ้นในสถานการณ์ที่การระบาดยังคงยืดเยื้อ โดยมาตรการเพิ่มเติมประกอบด้วย

1.มาตรการรักษาสภาพคล่องและเติมเงินใหม่ให้กับลูกหนี้ SMEs และรายย่อย อาทิ การปรับปรุงหลักเกณฑ์สินเชื่อฟื้นฟู เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น รวมถึงการผ่อนปรนหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสินเชื่อรายย่อยเป็นการชั่วคราว ในส่วนของบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล

2. มาตรการแก้ไขหนี้เดิมอย่างยั่งยืน โดยผ่อนคลายหลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสำรอง เพื่อสนับสนุนให้สถาบันการเงินมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาวที่เหมาะสมแก่ลูกหนี้แต่ละราย เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย.

 

ผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ที่รุนแรงและมาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มงวด เป็นผลให้เศรษฐกิจซบเซาลงมาก กระทบต่อภาคธุรกิจและครัวเรือนไทยในวงกว้าง ซึ่งจากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พบว่าธุรกิจใน 29 จังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม มีทั้งหมด 615,813 ราย หรือคิดเป็น 76.6% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมด และสร้างรายได้ประมาณ 93% ของรายได้รวมทั้งประเทศ

ส่วนด้านแรงงานใน 29 จังหวัดนั้น มีประมาณ 18 ล้านคน โดยเป็นกลุ่มที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง 8.8 ล้านคน หรือคิดเป็น 24% ของแรงงานทั้งหมด ทั้งนี้ มาตรการทางการเงินที่เพิ่มเติมดังกล่าว คาดว่าจะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของลูกหนี้ โดยเฉพาะกลุ่มที่เปราะบาง นอกจากนี้ ยังสะท้อนการดำเนินนโยบายการเงินของทางการที่เน้นการแก้ปัญหาที่เฉพาะเจาะจงสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

กลับขึ้นด้านบน