ความหวังเปิดประเทศ ช่วยฟื้นเศรษฐกิจ "สำเพ็ง

ความหวังเปิดประเทศ ช่วยฟื้นเศรษฐกิจ "สำเพ็ง

ความหวังเปิดประเทศ ช่วยฟื้นเศรษฐกิจ "สำเพ็ง

รูปข่าว : ความหวังเปิดประเทศ ช่วยฟื้นเศรษฐกิจ "สำเพ็ง

แม้ย่านค้าส่งสำคัญอย่าง "สำเพ็ง" จะกลับมาเปิดให้บริการให้พ่อค้าแม่ค้าได้มาจับจ่ายใช้สอยอีกครั้ง แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นกำลังซื้อจากประชาชนทั่วไป ซึ่งบรรดาผู้ค้าในย่านนี้ต่างรอความหวังว่าหากประเทศไทยกลับมาเปิดประเทศทุกอย่างน่าจะดีขึ้น

หลังการผ่อนคลายมาตรการป้องกันการควบคุม COVID-19 ทำให้ตลาดหลายแห่งกลับมาเปิดให้บริการกันอีกครั้ง โดยเฉพาะย่านค้าส่ง -ค้าปลีก ย่านสำคัญ ที่เป็นจุดที่บรรดาพ่อค้าแม่ค้า จะมารับซื้อสินค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเบ็ดเตล็ด เครื่องประดับ เสื้อผ้า เพื่อนำไปขายต่อทั่วประเทศ

 

ไทยพีบีเอสออนไลน์ ลงพื้นที่ย่านสำเพ็ง กรุงเทพฯ พบว่า ร้านค้าส่วนใหญ่เปิดให้บริการทั้งร้านค้าหลักที่อยู่ภายในอาคาร และร้านรถเข็น แผงลอยต่าง ๆ ที่ค้าขายอาหาร และเครื่องดื่ม ให้ผู้ที่มาจับจ่ายในย่านดังกล่าวพบว่า มีลูกค้ามาซื้อของเพื่อนำไปขายอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ไม่หนาแน่นเท่ากับช่วงก่อนสถานการณ์ COVID-19

รายได้หายไป 70% หันขายอุปกรณ์ป้องกัน COVID-19

เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ก่อนหน้านี้ขายเครื่องสำอางแต่ตอนนี้ขายไมได้ก็มาขายเจล แอลกอฮอล์ ของที่จำเป็นต้องใช้เกี่ยวกับ COVID-19 ทั้งหมด

 

อัยรินทร์ อริยะมิตรมงคล เจ้าของร้านเจ๊ฉันเครื่องสำอาง ร้านขายเครื่องสำอางย่านสำเพ็ง กล่าวว่า ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ยอดขายเครื่องสำอางลดลงราว 70-80 % เนื่องจากส่วนใหญ่ลูกค้าอยู่บ้านและไม่ได้แต่งหน้า รวมถึงการสวมหน้ากากอนามัย จึงทำให้การแต่งหน้าเหลือเพียงตาและคิ้วหรือส่วนบนของหน้าซึ่งลดลง และบางคนก็เลือกที่จะไม่แต่งหน้า การใช้เครื่องสำอางแต่งหน้าจึงลดลงกระทบถึงยอดขายของร้าน

ตอนนั้นวิกฤตมาก คิดว่าจะอยู่ได้หรือไม่ได้ เหมือนกับไม่ไหว มันหนักมาก ลูกค้าก็หายไปหมด บางคนก็เลิกกิจการ ตลาดนัดไม่มีให้ลง ออนไลน์ก็ไม่ค่อยดี ร้านที่รับไปขายก็บอกว่าไม่ไหวแล้ว อยู่ไม่ได้ ขายออนไลน์ก็ไม่ค่อยดีนักเพราะไม่มีเงินทุนจะมาซื้อของเพิ่ม

อัยรินทร์ปรับเปลี่ยนสินค้าที่นำมาขาย เป็นอุปกรณ์และเครื่องมือป้องกัน COVID-19 ซึ่งช่วงแรกของการแพร่ระบาดก็ขายดี แต่ต่อมา ร้านอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบ ก็หันมาขายอุปกรณ์และเครื่องมือป้องกัน COVID-19 เช่นเดียวกัน ทำให้ยอดขายลดลง และเมื่อเริ่มคลายล็อก สถานการณ์ก็เริ่มกลับมาดีขึ้น ลูกค้ากลับมาเดินจับจ่ายใช้สอย ทำให้ก็เริ่มขายได้บ้าง เครื่องสำอางก็ดีขึ้นเล็กน้อย

ก็รอให้เปิดประเทศมาแล้วหลายรอบ แต่สถานการณ์ก็ยังทรง ๆ ไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ก็หวังว่า การคลายล็อก จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น วัคซีนมากขึ้น คนก็กล้าออกมามากขึ้น เมื่อมีของป้องกันก็กล้าออกมา ตอนนี้ไม่มีอะไรป้องกัน คนก็ไม่กล้าออก ที่พี่ออกมา เพราะพี่ต้องขายของถ้าไม่ออกมาก็หากินไม่ได้ 

อัยรินทร์ ยังกล่าวว่า หากเปิดประเทศและชาวต่างชาติเข้ามาก็น่าจะดีขึ้น เพราะสามารถสั่งสินค้าได้ เพราะลูกค้าส่วนหนึ่งคือชาวต่างชาติ และเมื่อสามารถส่งออกได้ภาพรวมน่าจะดีขึ้น ซึ่งยอดขายที่ตกลงอย่างมากในช่วงก่อนหน้านี้ ทำให้คิดจะเลิกกิจการ แต่หากไม่สู้หรือเดินหน้าต่อ ก็จะส่งผลกระทบต่อพนักงานในร้านรวม 10 กว่าชีวิต

ตอนแรกแทบจะถอดใจเลิกไปแล้วนะ ถ้าเราไม่สู้ ลูกน้องเราอีกหลายคนจะอยู่อย่างไร ถ้าเราทิ้งเขาจะเป็นอย่างไร ทั้งหมดนี่ 10 กว่าชีวิตจะอยู่อย่างไร เราคนเดียวก็ไปได้ แต่อีกกว่า 10 ชีวิตจะอยู่อย่างไร อย่างน้อยตอนนี้ขอให้ค้าขายได้เลี้ยงลูกน้องได้ก็พอ

หวั่นเปิดประเทศทำระบาดซ้ำ

ก่อนหน้านี้คนเยอะ แต่ตอนนี้ใครๆก็กลัว ทุกวันนี้เสี่ยงมาก พยายามไม่ออกไปข้างนอก ก็อยู่แต่ในร้าน

ขณะที่นางสมหมาย แสงงาม พนักงานขายร้านขายชุดไทย ย่านสำเพ็ง เล่าว่า แต่เดิมลูกค้าของร้านจะเป็นครู นักเรียน ที่มักจะซื้อชุดไทยไปประกอบกิจกรรมต่าง ๆ แต่จากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดไวรัส COVID-19 ทำให้การจัดกิจกรรมต่าง ๆ ไม่สามารถทำได้ยอดขายของร้านจึงลดลง ต่างจากช่วงก่อนหน้านี้ที่ขายได้วันละ 4-5 ชุด

 

นอกจากนี้ หลังจากกลับมาเปิดกิจการอีกครั้งในช่วง 4 วันที่ผ่านมา ก็ยังขายไม่ได้ และในช่วงที่จะมีการคลายล็อกและเปิดประเทศ แม้ว่าจะมีความยินดีที่การค้าขายจะกลับมาอีกครั้ง แต่ก็มีความเป็นกังวลว่า จะเกิดการระบาดระลอกใหม่อีกครั้ง

สมหมายยังกล่าวว่า ปิดร้านไปประมาณ 2 เดือนกว่า เพิ่งกลับมาเปิด และการเปิดประเทศมีทั้งข้อดีและข้อเสีย หากเปิดก็กังวลว่า จะมีการแพร่ะบาดรอบใหม่อีกครั้ง แต่ข้อดีคือ มีลูกค้ากลับมาแต่ก็เป็นลูกค้ารายย่อย ขณะที่การสั่งซื้อบางส่วนก็มาจากการขายออนไลน์ต่าง ๆ

ปิดการท่องเที่ยว รายได้เป็นศูนย์

ช่วงก่อนหน้านี้เปิดบ้างปิดบ้าง ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ยอดขายลดลงจนถึงไม่มีคือศูนย์เลย ปกติจะมีลูกน้องในร้านประมาณ 4-5 คน ตอนนี้ก็กลับบ้านต่างจังหวัดกันหมด ตอนนี้เหลือไม่กี่คน แต่ยังพอมีลูกค้าที่ขาประจำจริงๆ ก็สั่งทางออนไลน์ก็ยังพออยู่ได้ลูกค้าหลักจะเป็นประเทศสเปน

นายสถิตพงศ์ เซ๊าะรัมย์ เจ้าของกิจการร้านขายสร้อยข้อมือ กล่าวว่า หลังมีมาตรการคลายล็อก ก็มีลูกค้าชาวไทยบางส่วนมาซื้อของบ้าง แต่ยอดขายก็ไม่ได้เพิ่มมากนัก เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย

เมื่อมีมาตรการปิดประเทศ จึงเท่ากับว่า ไม่มีชาวต่างชาติเข้ามาและทำให้ร้านค้าที่รับสินค้าไปขายต่อในย่านจตุจักร ประตูน้ำ แหล่งท่องเที่ยวในต่างจังหวัด ได้รับเพราะไม่มีลูกค้าจึงได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก

 

นายสถิตพงศ์ ยังระบุว่า ในช่วงหนึ่งก็มีความคิดว่าจะปรับเปลี่ยนสินค้า แต่ด้วยสต็อกสินค้าที่มีอยู่จำนวนมาก จึงต้องพิจารณาตามสถานการณ์ และหากเปลี่ยนก็ต้องไปเริ่มต้นใหม่

ดังนั้นจึงยังคงทำในสิ่งที่มีความถนัด ซึ่งยอดขายของเราที่ลดลงจากสถานการณ์ COVID-19 ก็ส่งผลกระทบไปยังกลุ่มแม่บ้านที่ทำหน้าที่ผลิตสร้อยข้อมือเหล่านี้ด้วย ซึ่งขณะนี้ก็หยุดการผลิตไปทั้งหมด เนื่องจากทางร้านเป็นสายใหญ่ ดังนั้นจึงกระทบกันไปทั้งหมด

ดังนั้น เขาจึงพยายามปรับตัวใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียล ที่กำลังเป็นที่นิยมเช่น ติ๊กต๊อก มาช่วยในการขายช่องทางออนไลน์ ด้วยการ สาธิตวิธีการรถักร้อยสร้อยข้อมือและโพสต์รูปสินค้า ซึ่งก็หวังว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายได้บ้าง

 

นายสถิตพงศ์ยังกล่าวว่า ขณะนี้ก็คาดหวังว่าหากมีการเปิดประเทศสถานการณ์ก็จะดีขึ้น และน่าจะพอมีความหวัง ซึ่งอย่างน้อยการเปิดประเทศจะช่วยให้มีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามา ก็ช่วยเพิ่มโอกาสในการค้าขายได้ ซึ่งหากปิดประเทศก็ไม่มีโอกาส ซึ่งคาดหวังว่าอยากให้เปิดโดยเร็วที่สุด เพราะขณะนี้ประชาชนก็มีความระมัดระวังและป้องกันตนเองพอสมควรจึงคิดว่าน่าจะเปิดประเทศได้

ช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการก็ประสบปัญหาไม่ต่างกัน แต่ธุรกิจของเราก็เป็นธุรกิจที่รอการเปิดประเทศเนื่องจากพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก เนื่อจากขณะนี้กำลังซื้อในประเทศโดยเฉพาะคนไทยจะเน้นของกิน แต่ต่างประเทศนั้นจะมีการใส่เครื่องประดับอยู่บ้าง

กลับขึ้นด้านบน