เด็กนอกระบบการศึกษา 12-17 ปี แจ้งรับ "ไฟเซอร์" รพ.ใกล้บ้าน ต.ค.นี้

เด็กนอกระบบการศึกษา 12-17 ปี แจ้งรับ "ไฟเซอร์" รพ.ใกล้บ้าน ต.ค.นี้

เด็กนอกระบบการศึกษา 12-17 ปี แจ้งรับ "ไฟเซอร์" รพ.ใกล้บ้าน ต.ค.นี้

รูปข่าว : เด็กนอกระบบการศึกษา 12-17 ปี แจ้งรับ "ไฟเซอร์" รพ.ใกล้บ้าน ต.ค.นี้

รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แนะผู้ปกครองและเด็กนอกระบบการศึกษา อายุ 12-17 ปี แจ้งความประสงค์รับวัคซีนไฟเซอร์ได้ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านได้ตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค.นี้ มั่นใจเพียงพอสำหรับเด็กกลุ่มอายุนี้ เพราะช่วงปลายปีไทยจะได้รับวัคซีนไฟเซอร์รวม 30 ล้านโดส

หลังจากกระทรวงศึกษาธิการ กางไทม์ไลน์เป้าหมายฉีดวัคซีนไฟเซอร์กลุ่มนักเรียน 4.35 ล้านคนรองรับเปิดเรียนเทอม 2 กลายเป็นคำถามถึงเด็กนอกระบบการศึกษาที่อาจเข้าไม่ถึงวัคซีนไฟเซอร์ท่ามกลางตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่ยังมีต่อเนื่อง

ล่าสุด วันนี้ (17 ต.ค.2564) นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ออกแบบให้นักเรียนได้รับวัคซีนตามระดับชั้นมัธยมศึกษาหรือเทียบเท่าอย่าง ปวช. - ปวส. โดยกำหนดให้มีอายุ 12 ปีขึ้นไป และเกินกว่า 17 ปีได้เล็กน้อยหากศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6


ส่วนนักเรียนที่เรียน Home School หรืออยู่ในระบบอื่น ก็มีความยืดหยุ่น แต่การบริหารจัดการฉีดวัคซีนให้นักเรียน 4 ล้านคนใน 1 เดือนต้องออกแบบขั้นตอนปฏิบัติให้ชัดเจนอย่างเป็นระบบ ส่วนนักเรียนที่อยู่นอกระบบการศึกษาที่อยู่ในวัยนี้หากมีวัคซีนเพียงพอก็สามารถให้บริการได้เช่นกัน

ทั้งนี้ เด็กที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาปกติ แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกเด็กที่ไม่ได้เรียนเนื่องจากมีโรคประจำตัวหรือมีภาวะบางอย่างที่เรียนไม่ได้ เช่น มีความพิการ ในส่วนนี้สามารถเข้ารับวัคซีนในโรงพยาบาลได้อยู่แล้วในเดือน ต.ค.


ส่วนกลุ่มที่ 2 คือ เด็กที่ไม่ได้มีความผิดปกติ สามารถติดต่อแจ้งความประสงค์รับวัคซีนกับโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้บ้านได้ตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค.นี้ เนื่องจากช่วงเดือน ต.ค.ถึงปลายปี จะมีการรับมอบวัคซีนไฟเซอร์ประมาณ 30 ล้านโดส ซึ่งเพียงพอต่อเด็กอายุ 12-17 ปีแน่นอน

ศบค.ประเมินก่อนเดินหน้าเปิดท่องเที่ยว

ขณะเดียวกัน นพ.โสภณ ยังได้ตอบคำถามเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวและการเดินทางข้ามจังหวัดว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเตรียมการ หากย้อนหลังไปเมื่อเดือน มิ.ย. นายกรัฐมนตรีมีนโยบายเปิดประเทศใน 120 วันอย่างเป็นขั้นเป็นต้น ซึ่งผ่านมาประมาณ 90 วันแล้ว และสถานการณ์ COVID-19 ในไทยมีแนวโน้มดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเปิดการเดินทางก็ต้องเตรียมการ ขณะนี้มีการประเมินความพร้อมทั้งทางการแพทย์และสาธารณสุขรวมถึงประชาชน ผู้ประกอบการในพื้นที่ ซึ่งต้องจัดทำมาตรฐาน SHA Plus ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำขึ้น เน้นให้พนักงานฉีดวัคซีน ตรวจหาเชื้อ พร้อมกำหนดมาตรการลดความเสี่ยงในพื้นที่

พื้นที่เปิดท่องเที่ยวบางส่วนอาจเปิดได้ในช่วงต้นเดือน ต.ค.หรือบางพื้นที่อาจเปิดกลางเดือน ต.ค.แล้วแต่ความพร้อมของพื้นที่

ทั้งนี้ คาดว่า ศบค.จะประชุมหารือมาตรการในปลายเดือนนี้ เพื่อประเมินสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่และภาพรวมทั้งประเทศอีกครั้ง ขณะเดียวกันยังดำเนินการเร่งรัดให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับวัคซีน โดยหวังว่าสิ้นเดือน ก.ย.นี้ ต้องฉีดวัคซีนให้ได้ร้อยละ 50 ในเข็มแรก และร้อยละ 70 ในเดือน ต.ค. เพื่อเตรียมพร้อมให้มากที่สุดและสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มั่นใจ 

 

 

กลับขึ้นด้านบน