ปิดตำนาน 54 ปี เริ่มทุบทิ้ง "สกาลา" โรงหนังในความทรงจำ

ปิดตำนาน 54 ปี เริ่มทุบทิ้ง "สกาลา" โรงหนังในความทรงจำ

ปิดตำนาน 54 ปี เริ่มทุบทิ้ง "สกาลา" โรงหนังในความทรงจำ

ปิดตำนานอย่างไม่มีวันหวนคืน สำหรับโรงหนังสกาลา โรงหนังสแตนอโลนแห่งสุดท้ายของกรุงเทพฯ แม้จะถูกล้อมรั้ว แต่การเข้าไปทุบทิ้ง รื้อถอนของเอกชนเมื่อวาน ก็เกิดขึ้นท่ามกลางประชาชนจำนวนหนึ่งไปติดตามการรื้อถอน

รูปข่าว : ปิดตำนาน 54 ปี เริ่มทุบทิ้ง "สกาลา" โรงหนังในความทรงจำ

เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2564 ผู้ใช้ทวิตเตอร์ที่มีชื่อว่า คนรับใช้ถ้อยคำ เผยแพร่วิดีโอบันทึกภาพช่วงหนึ่งของการรื้อถอนที่ทำให้แฟนภาพยนตร์ และคนที่เติบโตมาพร้อมโรงภาพยนตร์สกาลา ยอมรับว่าสะเทือนใจ และแสดงออกถึงการระลึกถึงสกาลาผ่านทางโซเชียลมีเดีย

 
ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากบริษัท เซ็นทรัล พัฒนา จำกัด มหาชน ได้สิทธิเช่า พื้นที่บล็อค เอ เขตพาณิชย์ ย่านสยามสแควร์ เป็นเวลา 30 ปี โดยจ่ายค่าตอบแทนให้กับสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยไปแล้วกว่า 5,900 ล้านบาท

มีเสียงทวงถามว่า ทำไมถึงทุบ ทั้ง ๆ ที่เคยปรากฎข่าวว่าจะไม่ทุบ หนังสือพิมพ์มติชน รายงานว่า แหล่งข่าวระบุว่า พื้นที่จะถูกออกแบบให้เป็นโครงการแบบมิกซ์ยูส มีทั้งโรงแรม ศูนย์การค้า สำนักงานสูง 20 ชั้นขึ้นไป จึงจำเป็นต้องทุบสกาลาทิ้ง เพื่อสร้างโครงสร้างใหม่

"สกาลากับความบันเทิงคนกรุงเทพฯ" ผ่านงานวิจัย

ส่วนหนึ่งของงานวิจัย โรงภาพยนตร์กับวัฒนธรรมภาพยนตร์กรุงเทพฯ พ.ศ. 2500-2520 โดยนายปฏิพัทธ์ สถาพร คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2560 พูดถึงสกาลา ท่ามกลางบริบททางประวัติศาสตร์ของโลกยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งในช่วงเวลานั้นภาพยนตร์ฮอลลีวูดไม่สามารถนำเข้ามาฉายได้ ภาพยนตร์ญี่ปุ่นเริ่มเข้ามาจัดฉาย และเป็นช่วงฟื้นฟูเศรษฐกิจสังคมหลังภาวะสงคราม

ปี 2510 กรุงเทพฯ เติบโตอย่างมาก ถนนสุขุมวิท กลายเป็นสายหลักเชื่อมต่อกรุงเทพกับตะวันออก เริ่มต้นสถานะทางเศรษฐกิจให้กับย่านปทุมวัน และหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คนเริ่มกลับมาอาศัยในกรุงเทพมากขึ้น โดยในปี 2490 มีประชากร 780,000 คน เพิ่มเป็น 1.8 ล้านคนในปี 2503 และ 2 ล้านคนในปี 2510


ในช่วงปี 2500-2520 ปทุมวัน เป็นย่านศูนย์รวมความบันเทิงและการค้า ธุรกิจโรงภาพยนตร์เติบโตมาก โดยมีสกาลา เปิดให้บริการในปี 2512 เป็น 1 ใน 3 โรงภาพยนตร์ บนจุดดึงดูดย่านการค้าแนวราบ ของปทุมวันสแควร์ หรือ สยามสแควร์

สกาลา สะท้อนความนิยมของการสร้างโรงภาพยนตร์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อาคารคอนกรีตขนาดใหญ่ มีที่ตั้งเป็นของตัวเอง รองรับผู้ชมได้นับพัน ฉายภาพด้วยระบบจอใหญ่ ระบบเสียงที่พัฒนา

สกาลา ความทรงจำโรงภาพยนตร์ในยุคสงครามเย็น

ศ.ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ ศาตราจารย์ประจำภาควิชาศิลปสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ชี้ว่า การรื้อสกาลา ไม่ใช่การรื้อสถาปัตยกรรมแบบใหม่ แต่เป็นการรื้อทิ้งหลักฐานทางประวัติศาสตร์สังคมชิ้นสำคัญ ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์สงครามเย็นผ่านธุรกิจโรงภาพยนตร์

สกาลา เป็นโรงภาพยนตร์สแตนอโลนเพียงแห่งเดียวและแห่งสุดท้ายที่มีความสมบูรณ์ สวยงามด้วยสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ช่วงปลาย ผสานกับการตกแต่งภายในแบบ Movie palace ที่เน้นความหรูหรา มีศิลปะที่หลากหลายยุคสมัย สร้างความแปลกตาแฟนตาซี และเป็นโรงภาพยนตร์ที่อยู่ท่ามกลางการต่อสู้ทางอุดมการณ์ระหว่างโลกเสรีที่มีอเมริกาเป็นแกนนำ และโลกคอมมิวนิสต์ ที่มีโซเวียตและจีน เป็นแกนนำ


หลังปิดม่านไปเมื่อ 5 ก.ค.ปีที่ผ่านมา สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์พยายามคัดค้านการรื้อทิ้ง และขอให้กรมศิลปากร พิจารณาให้เป็นโบราณสถาน

กรมศิลปากร พบว่า ไม่เข้ากับคำนิยามการเป็นโบราณสถาน ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535) ทั้งในความสำคัญทางด้านอายุและประวัติการก่อสร้าง แม้ลักษณะแห่งการก่อสร้างอาจมีประโยชน์ทางศิลปะ

ศ.ดร.ชาตรี แสดงความเห็นว่า นี่เป็นการตีความคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้ยึดโยงกับประวัติศาสตร์ สังคม และคนธรรมดา จึงทำให้สกาลา ถูกประเมินว่าไม่มีค่ามากพอที่จะอนุรักษ์ และไม่มากพอที่จะแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

 

กลับขึ้นด้านบน