อินเทอร์เน็ตกำลังเดินหน้าสู่ยุค Web 3.0 ผ่านโลกเสมือนจริง Metaverse

อินเทอร์เน็ตกำลังเดินหน้าสู่ยุค Web 3.0 ผ่านโลกเสมือนจริง Metaverse

อินเทอร์เน็ตกำลังเดินหน้าสู่ยุค Web 3.0 ผ่านโลกเสมือนจริง Metaverse

รูปข่าว : อินเทอร์เน็ตกำลังเดินหน้าสู่ยุค Web 3.0 ผ่านโลกเสมือนจริง Metaverse

ย้อนดูการพัฒนาของเว็บไซต์ในแต่ละยุคสมัย และก้าวต่อไปของโลก Metaverse ซึ่งได้พัฒนาขึ้นบนแนวคิด Web 3.0

ประวัติศาสตร์ของเว็บไซต์

เว็บไซต์รูปแบบการสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตถูกพัฒนาขึ้นในช่วงปี 1960 ผ่านโครงการ ARPANET ข้อมูลถูกเชื่อมต่อกันผ่านเครือข่ายที่ถูกสร้างขึ้นโดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา เพื่อรับมือหากประเทศสหรัฐอเมริกาโดนโจมตีด้วยระเบิดนิวเคลียร์ ต่อมาในปี 1983 โครงการ ARPANET ได้นำโปรโตคอล TCP/IP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol) มาใช้งานเพื่อสร้างมาตรฐานในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงปี 1989 โดย Sir Tim Berners-Lee นักวิจัยในองค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป (CERN) ได้พัฒนาโครงข่าย WWW หรือ World Wide Web ใช้ภาษา HTML แสดงผลข้อความด้วยภาษา HTML บนเว็บไซต์ โดยแต่ละเว็บไซต์มี URL ที่อยู่ของเว็บไซต์โดยใช้โปรโตคอล HTTP สามารถเข้าถึงผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์ Sir Tim Berners-Lee ได้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ NeXT Computer เป็น Web server เครื่องแรกของโลก

Web 1.0

เว็บไซต์ในช่วงปี 1990-2000 ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นสามารถแสดงข้อความและรูปแบบที่หลากหลาย อย่างไรก็ตามยังเป็นเพียงแค่เว็บไซต์ที่แสดงผลเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบโต้กับผู้ใช้งานได้ เว็บไซต์ถูกสร้างด้วยภาษา HTML แสดงผลข้อความรูปภาพ

Web 2.0

เว็บไซต์ในช่วงหลังปี 2000 ได้รับการพัฒนาให้ผู้ใช้งานมีส่วนร่วมในการสร้างเนื้อหาบทเว็บไซต์เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ใช้งานและเว็บไซต์ เริ่มมีการเก็บข้อมูลผู้ใช้งานในฐานข้อมูล รวมไปถึงการเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้งานกับผู้ใช้งานโดยตรง เช่น เว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์ก การรับส่งอีเมล เกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนทางธุรกิจ อย่างไรก็ตามในช่วงยุคของ Web 2.0 ได้เกิดปัญหาเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวและข้อมูลของผู้ใช้ถูกเก็บไว้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่งเพื่อนำไปใช้หาประโยชน์ รวมไปถึงการปิดกั้น ติดตามและควบคุมข้อมูลจากหน่วยงานของภาครัฐซึ่งขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนที่ทุกคนควรมีเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารอย่างเท่าเทียมกัน

Web 3.0

เว็บไซต์ในช่วงหลังปี 2010-2016 เริ่มมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ Artificial intelligence (AI) การเก็บข้อมูลแบบกระจายอำนาจ Decentralized Data Architecture แทนที่การเก็บข้อมูลไว้ที่องค์กรหรือบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เนื่องจากความเร็วของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดทำให้การแสดงผล 3D Graphics สามารถทำได้อย่างรวดเร็วผ่านหน้าจอแสดงผลบนสมาร์ตโฟนคอมพิวเตอร์หรือแว่นตา VR และแว่นตา AR เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งเข้ามาช่วยในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล เทคโนโลยี Decentralized Apps หรือ DApps เข้ามาช่วยเชื่อมต่อและประมวลผลโดยไม่มีเซิร์ฟเวอร์กลาง ข้อมูลมีความถูกต้องและไม่สามารถแก้ไขได้เนื่องจากถูกเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ เทคโนโลยีบล็อกเชนกลายเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) รวมไปถึง NFTs ในเวลาต่อมา

โลก Metaverse

โลก Metaverse ถูกพัฒนาขึ้นบนแนวคิด Web 3.0 กระแสร้อนแรงหลังจาก Facebook ผู้ให้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์ครายใหญ่ของโลกประกาศแผนการเดินหน้าบริษัทเข้าสู่โลก Metaverse โดยการเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Meta และระดมทีมงานกว่า 10,000 ชีวิตเพื่อสร้างโลกของเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่ในโลกเสมือนจริงเป็นในสิ่งที่คุณอยากเป็นและทำในสิ่งที่คุณอย่างจะทำผ่านแว่นตา VR และ AR

ในปี 1992 คำว่า Metaverse ถูกคิดค้นโดยนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ Niel Stephenson และเทคโนโลยีดังกล่าวพบเห็นได้เฉพาะในภาพยนตร์เท่านั้น หากย้อนไปในประเด็น Web 3.0 จะพบว่าโลก Metaverse คือ ยุคใหม่ของเว็บไซต์ที่เปลี่ยนการแสดงผลจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้กลายเป็นโลกเสมือนจริงที่เชื่อมผู้ใช้งานเข้าหากัน เมื่อผู้คนถูกเชื่อมต่อผ่านโลกเสมือนจริงจำเป็นต้องใช้การยืนยันตัวตนความถูกต้องของข้อมูลและเกิดกิจกรรมการซื้อขายแลกเปลี่ยนบนโลกเสมือนจริง


ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งเป็นพื้นฐานของเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) รวมไปถึง NFTs (Non-fungible token) อาจกลายเป็นตัวเลือกที่มีความเหมาะสมมากที่สุดที่ในการทำธุรกรรมออนไลน์ที่ต้องการถูกต้องของข้อมูลและมีความปลอดภัยสูงสุดบนโลก Metaverse

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

กลับขึ้นด้านบน