เด็ก-ผู้หญิงถูกทำร้ายในครอบครัวมากกว่า 1 ครั้ง สูงถึง 75%

เด็ก-ผู้หญิงถูกทำร้ายในครอบครัวมากกว่า 1 ครั้ง สูงถึง 75%

เด็ก-ผู้หญิงถูกทำร้ายในครอบครัวมากกว่า 1 ครั้ง สูงถึง 75%

รูปข่าว : เด็ก-ผู้หญิงถูกทำร้ายในครอบครัวมากกว่า 1 ครั้ง สูงถึง 75%

ส่งสัญญาณเตือน วันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากล สสส.กางสถิติ 1 สัปดาห์ เด็ก-ผู้หญิงถูกทำร้ายในครอบครัวมากกว่า 1 ครั้ง สูงถึง 75% ซ้ำร้ายผู้เสียหาย 87.5% ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 24 พ.ย.2564 มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และวันเดอร์แมน ธอมสัน ประเทศไทย จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 25 พ.ย.ของทุกปี ภายใต้แนวคิด “ความรุนแรงในบ้าน ให้มันจบที่ครั้งแรก” พร้อมจัดแสดงพิพิธภัณฑ์เสมือนจริง “Museum of First Time” รูปแบบออนไลน์ สะท้อนความรุนแรงจากการทำร้ายร่างกายที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง ทำให้สังคมตระหนักถึงปัญหาที่ส่งผลกระทบด้านลบในชีวิต และหันมาเปลี่ยนค่านิยมไร้ความรุนแรงสู่การมีสุขภาวะที่ดี

น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า ข้อมูลจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 พบว่า ช่วง COVID-19 เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้ผู้หญิงถูกกระทำความรุนแรง และเกือบ 100% ถูกทำร้ายร่างกายซ้ำและทวีความรุนแรงขึ้น โดยความรุนแรงในครอบครัวที่มีต่อเด็กและผู้หญิง 80% เกิดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะมีฤทธิ์ทำให้ผู้ดื่มขาดสติจนอาจเป็นเหตุทำให้เกิดการกระทบกระทั่งในครอบครัว โดยปัญหาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มี 4 มิติ ได้แก่ 1.ทำลายสุขภาพ 2.เสี่ยงทำให้เกิดอุบัติเหตุ 3.เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และ 4.ความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขัดขวางการมีสุขภาวะดีในชีวิต

กิจกรรมในวันนี้มีเนื้อหาสาระที่สำคัญ เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนสังคม ตลอดจนการพิจารณามาตรการทางนโยบายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยุติปัญหาความรุนแรงในครอบครัว

ทั้งนี้ สสส.และภาคีเครือข่ายขอเชิญชวนทุกท่านเข้าไปร่วมชมนิทรรศการ เรื่องราวของผู้หญิงที่ถูกกระทำความรุนแรงซ้ำๆ และชี้ให้เห็นความสำคัญ ของปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ที่ต้องให้มันจบในครั้งแรก ตลอดจนการเข้าไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและให้กำลังใจกันและกันได้ทาง www.museumof1sttime.com

ผู้ได้รับความรุนแรงไม่กล้าขอความช่วยเหลือ

น.ส.จรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า จากการสำรวจความรุนแรงในครอบครัวช่วง COVID-19 ในช่วงวันที่ 17 – 23 ต.ค.2564 ที่ผ่านมา ในกลุ่มตัวอย่างอายุ 20 ปีขึ้นไป จำนวน 1,692 คน ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พบครอบครัวที่มีความรุนแรงมากกว่า 1 ครั้ง สูงถึง 75% โดยผู้ได้รับความรุนแรนส่วนใหญ่ตอบโต้ด้วยความรุนแรงกลับไป 52.2% และยังพบผู้กระทำขณะเมาเหล้า 31.4%


อย่างไรก็ตาม ที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้ได้รับความรุนแรง 87.4% ไม่เคยขอความช่วยเหลือหรือปรึกษาจากหน่วยงานใด เพราะต้องการเก็บเป็นความลับ ไม่รู้วิธีขอความช่วยเหลือ และคิดว่าติดต่อไปก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ รวมถึงการใช้อำนาจลดปัจจัยจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยการบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 รวมถึง รณรงค์ให้ผู้หญิงได้เข้าถึงสิทธิ มีทางออก มีพื้นที่ มีหน่วยงานที่คอยให้ความช่วยเหลือ

ทั้งนี้ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลพร้อมช่วยเหลือทั้งทางกฎหมายและการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ซึ่งติดต่อได้ทาง 02-513-2889 หรือ Facebook “มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล” หรือโทร.สายด่วน 1300

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทางมูลนิธิฯ มีข้อเสนอให้กระบวนการยุติธรรมต้องมีกลไกทำให้ความรุนแรงไม่ถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ และทำให้สังคมมองปัญหาความรุนแรงให้ชัดเจนเข้าใจ ไม่ใช่แค่เรื่องไกล่เกลี่ย รวมถึงการปรับวิธีคิดชายเป็นใหญ่ การใช้อำนาจ ลดปัจจัยจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และรณรงค์ให้ผู้หญิงได้เข้าถึงสิทธิ มีทางออก มีพื้นที่ มีหน่วยงานที่คอยให้ความช่วยเหลือ

ครั้งแรกของผู้หญิง เรื่องราวความรุนแรงครั้งแรกในบ้าน

น.ส.ชนิกานต์ สิทธิอารีย์ ผู้ร่วมก่อตั้งวันเดอร์แมน ธอมสัน ประเทศไทย กล่าวว่า หากมีความรุนแรงเกิดขึ้นในบ้านครั้งแรกแล้วฝ่ายชายจะขอโทษและให้คำสัญญาส่วนใหญ่ผู้หญิงจะยอมให้อภัย เพราะคิดว่าจะไม่มีอีก แต่ความจริงพบว่าเมื่อมีความรุนแรงเกิดขึ้นครั้งแรกแล้ว มักจะมีครั้งต่อไปเสมอ และเพิ่มระดับความรุนแรงมากขึ้น หลายรายถึงขั้นเสียชีวิต จึงนำเรื่องราว “ครั้งแรกของผู้หญิง” หรือ “Museum of First Time” มาถ่ายทอดในพิพิธภัณฑ์เสมือนจริง โดยผู้สนใจสามารถเข้าชมผลงานได้ที่ www.museumof1sttime.com และหวังให้ผู้หญิงที่ถูกทำร้ายกล้าลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิทธิของตัวเอง เพื่อให้เกิดเป็นสังคมที่มีความเท่าเทียมทางเพศ

รอยร้าวในครอบครัว ความรุนแรงจากสุรา

ด้าน น.ส.ตวิษา ปานแม้น อายุ 32 ปี ผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัว กล่าวว่า ช่วงอายุ 17 ปี คบกับแฟนที่อายุห่างกันมากกว่า 10 ปี ดื่มแอลกอฮอล์กันทั้งคู่ทำให้เกิดการทะเลาะกันบ่อยและถี่ขึ้น แต่เพราะความรักจึงตกลงแต่งงาน หลังจากนั้นสามีดื่มเหล้าหนักและนานทำให้การใช้ความรุนแรงมีมากจนในที่สุดทนไม่ไหวต้องขอเลิก แต่ตรวจพบว่าตั้งครรภ์ก่อนเลยตัดสินใจอยู่ด้วยกันต่อ และคิดว่าลูกจะเปลี่ยนพฤติกรรมสามีได้แต่สุดท้ายก็เป็นแบบเดิม จึงตัดสินใจออกจากเส้นทางความรุนแรงในครอบครัว

เวลาที่ไม่เมาเหมือนเทพบุตร ขอโทษ สัญญาว่าจะไม่ทำร้ายเราอีก แต่ตกเย็นก็กินเหล้า กลายเป็นปีศาจ เคยทะเลาะกันหนัก ปามีด ขู่เราแต่พลาดปักเข้าที่ขาต้องเย็บถึง 27 เข็ม


หลังจากเลิกกัน เรามีแฟนใหม่ คนนี้ก็กินเหล้าทะเลาะกันแบบเดิมจนเลิกกันไป จึงตัดสินใจเลิกเหล้าเด็ดขาด ปัจจุบันมีครอบครัวอีกครั้งสามีไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เลยคิดว่าปัญหาส่วนหนึ่งมาจากเราที่พาตัวเองไปอยู่ในวงจรแบบนั้น จึงขอฝากถึงผู้หญิงให้รักตัวเอง ถ้าถูกทำร้ายอย่าทน อย่าคิดว่าความรักจะเปลี่ยนใครได้

 

กลับขึ้นด้านบน