เดินหน้าฉีด "ไฟเซอร์" เด็ก 5-11 ปี 5.4 ล้านคน

เดินหน้าฉีด "ไฟเซอร์" เด็ก 5-11 ปี 5.4 ล้านคน

เดินหน้าฉีด "ไฟเซอร์" เด็ก 5-11 ปี 5.4 ล้านคน

รูปข่าว : เดินหน้าฉีด "ไฟเซอร์" เด็ก 5-11 ปี 5.4 ล้านคน

คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อ เดินหน้าฉีดวัคซีนไฟเซอร์ในเด็ก 5-11 ปี และฉีดวัคซีนเข็ม 4 ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง

วันนี้ (24 ธ.ค.2564) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุม กล่าวว่าที่ประชุมฯ คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 12/2564 พิจารณาเห็นชอบ ข้อคำแนะจากคณะกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ในการให้วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก 5-11 ปี โดยให้เป็นวัคซีนที่ขึ้นทะเบียน กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งขณะนี้มีตัวเดียว คือ วัคซีนไฟเซอร์

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรี เห็นชอบงบประมาณและสัญญาแผนการจัดซื้อ เพิ่มอีก 10 ล้านโดส ตามที่ สธ.เสนอ โดยจะพยายามประสานให้จัดส่งโดยเร็วที่สุด สำหรับการฉีดวัคซีนในเด็ก 5-11 ปี เป็นไปตามความสมัครใจ โดยใช้ระบบโรงเรียนเป็นฐานเหมือนที่ฉีดกับเด็ก 12-18 ปี กรณีเด็กที่ไม่ได้ศึกษาในโรงเรียน หรือป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ก็สามารถไปฉีดที่โรงพยาบาลได้ เบื้องต้นคาดว่ามีเด็กต้องฉีดวัคซีน 5.4 ล้านคน

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า เนื่องจากครั้งนี้เป็นการฉีดในเด็กเล็ก จึงต้องทำความเข้าใจกับผู้ปกครองให้ดี และผู้ปกครองต้องแสดงความประสงค์จะฉีดตามสมัครใจ ซึ่งประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ นายกสมาคมกุมารแพทย์ มีความเห็นว่าไม่ควรเร่งฉีดจนเกินไป ควรโอกาส ให้เวลาในการทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง ให้ทราบข้อดี ข้อเสียอย่างถ่องแท้ก่อน ถึงดำเนินการฉีด 

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบเห็นชอบการฉีดเข็มกระตุ้น หรือ เข็มที่ 4 ให้บุคลากรแพทย์และสาธารณสุข เจ้าหน้าที่ด่านหน้า รวมทั้งประชาชนที่เป็นโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะคนที่ภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดี เช่น ผู้ปลูกถ่ายอวัยะที่กินยากดภูมิคุ้มกัน ซึ่งกลุ่มนี้ภูมิคุ้มกันจะขึ้นได้ไม่ดี จึงจำเป็นต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นบ่อยกว่าคนทั่วไป

กลุ่มนี้ส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนเกิน 3 เดือนขึ้นไปแล้ว ดังนั้นเพื่อรับมือโอมิครอน และภูมิคุ้มกันที่ลดระดับลง ที่ประชุมจึงเห็นชอบให้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น ในกลุ่มนี้ได้

สำหรับสูตรที่ฉีด หากรับ ซิโนแวค 2 เข็มตามด้วยเข็มที่ 3 เป็นแอสตราเซเนกา หรือไฟเซอร์ ส่วนผู้ที่รับ ซิโนแวค 2 เข็ม เข็มที่ 3 เป็นไฟเซอร์ เข็มที่ 4 ก็ให้เป็นไฟเซอร์ ซึ่งทุกอย่างเป็นตามความสมัครใจ

อย่างไรก็ตาม หากบุคลากรแพทย์ที่ประสงค์การฉีดเข้าชั้นผิวหนัง หรือครึ่งโดส ก็ทำได้ แต่ในข้อปฎิบัติแนะนำให้ฉีดแบบปกติ คือ เต็มโดส 

 

 

กลับขึ้นด้านบน