รู้จัก 6 สินทรัพย์ลงทุนสู้เงินเฟ้อ

รู้จัก 6 สินทรัพย์ลงทุนสู้เงินเฟ้อ

รู้จัก 6 สินทรัพย์ลงทุนสู้เงินเฟ้อ

รูปข่าว : รู้จัก 6 สินทรัพย์ลงทุนสู้เงินเฟ้อ

รู้จักสินทรัพย์ลงทุน 6 ประเภท ในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ ที่ทำให้มูลค่าเงินของเราลดลงไปทุกปี ซึ่งประกอบไปด้วยสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำไปจนถึงเสี่ยงสูง หลังจากการฝากเงินรับดอกเบี้ย ไม่สามารถเป็นที่พึ่งสุดท้ายของเราได้แล้ว

ในยุคที่ดอกเบี้ยของเงินฝากน้อยกว่าเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้มูลค่าเงินลดลงไป การนำเงินไปฝากกินดอกเบี้ย จึงไม่น่าจะใช่ตัวเลือกที่ดีนัก ยิ่งอีกไม่กี่ปีที่ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบเต็มตัว การเก็บเงินไว้เฉยๆ ไม่ตอบโจทย์การใช้จ่ายยามเกษียณอายุ

จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น การลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เสียแล้ว วันนี้่จะพาไปทำความรู้จักกับการลงทุนทางเลือกที่น่าสนใจ ไล่มาตั้งแต่การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและผลตอบแทนน้อย ไปจนถึงสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงและผลตอบแทนสูง

ก่อนอื่นขอเริ่มที่สลากออมสิน และสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ซึ่งจะมีการลักษณะการลงทุนคล้ายกับการฝากเงินประจำ แต่ได้ลุ้นรางวัลใหญ่ไปในตัว เหมาะกับคนที่ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นประจำอยู่แล้ว แทนที่จะเสียเงินไปทุกงวด นำเงินมาฝากในสลากทั้ง 2 ชนิด จะดีกว่า

อย่างไรก็ดี คนที่ต้องการผลตอบแทนที่แน่นอน อาจไม่เหมาะกับการลงทุนนี้ เพราะมีข้อเสียคือหากไม่ถูกรางวัลเลย ก็จะไม่ได้ผลตอบแทนที่ดี หากนับเฉพาะผลตอบแทนจากการซื้อสลาก ถือว่าค่อนข้างน้อยพอสมควร ดอกเบี้ยเงินฝากประจำยังมีจำนวนมากกว่าเสียอีก

ในปัจจุบัน การซื้อสลากออมสินทำได้ง่ายขึ้น สามารถซื้อผ่านทางแอปพลิเคชันได้แล้ว ซึ่งประกอบไปด้วย สลากออมสินพิเศษดิจิทัล 1 ปี หน่วยละ 20 บาท มีโอกาสถูกรางวัล 12 ครั้ง ฝากครบ 1 ปี ไม่ได้รับดอกเบี้ย หากฝากไม่ครบ 3 เดือน หักส่วนลดหน่วยละ 50 สตางค์

ขณะที่สลากออมสินพิเศษดิจิทัล 2 ปี และสลากออมสินพิเศษ 2 ปี หน่วยละ 100 บาทเท่ากัน มีโอกาสถูกรางวัล 24 ครั้ง ฝากครบ 2 ปี ได้รับดอกเบี้ยหน่วยละ 10 สตางค์ หรือคิดเป็น 0.05% ต่อปี ฝากไม่ครบ 3 เดือน หักส่วนลดหน่วยละ 2 บาท ฝากไม่ครบ 2 ปี ไม่ได้รับดอกเบี้ย

ส่วนสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดเกษตรกรมั่งคั่ง 6 ขายหน่วยละ 100 บาท อายุ 3 ปี สามารถซื้อได้ที่สาขา และผ่านแอปพลิเคชัน มีโอกาสถูกรางวัล 36 ครั้ง ฝากครบ 3 ปี ได้รับดอกเบี้ยหน่วยละ 15 สตางค์ หรือคิดเป็น 0.05% ต่อปี ฝากไม่ครบ 3 เดือน หักค่าธรรมเนียมการถอนหน่วยละ 2 บาท ฝากไม่ครบ 3 ปี ไม่ได้รับดอกเบี้ย

ทางเลือกการลงทุนต่อมา เป็นพันธบัตรออมทรัพย์ และหุ้นกู้เอกชน การลงทุนทั้ง 2 ประเภทแตกต่างในแง่ผลตอบแทน และความเสี่ยงจากการสูญเสียเงินต้น ซึ่งหากเป็นพันธบัตรออมทรัพย์ที่ออกโดยภาครัฐ ส่วนใหญ่จะไม่เสี่ยงสูญเสียเงินต้น แต่มีข้อเสียคือผลตอบแทนจะน้อยกว่า โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 1-2% ต่อปี

ทั้งนี้ ยังขึ้นอยู่กับอายุของพันธบัตรออมทรัพย์ด้วยว่ามีระยะเวลาเท่าไหร่ หากฝากนานขึ้่น ย่อมต้องได้รับผลตอบแทนมากกว่าเป็นเรื่องธรรมดา ล่าสุด ที่เตรียมจะออกมา คือพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง รุ่นส่งความสุข วงเงิน 30,000 ล้านบาท อายุ 3 ปี ซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท

อัตราดอกเบี้ยจะคิดแบบขั้นบันได ปีที่ 1 อยู่ที่ 1.60% ต่อปี ปีที่ 2 อยู่ที่ 1.80% ต่อปี และปีที่ 3 อยู่ที่ 2.30% ต่อปี หรือคิดเป็นอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 1.90% ต่อปี เตรียมเปิดขายตั้งแต่วันที่ 17-31 ม.ค.2565 ผ่านแอปฯ และสาขาธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกสิกรไทย

หุ้นกู้เอกชน ผลตอบแทนจะอยู่ที่ประมาณ 3-6% ต่อปี ขึ้นอยู่กับบริษัทเอกชนที่ออกหุ้นกู้ หากเป็นบริษัทที่มีขนาดเล็ก จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าบริษัทเอกชนที่มีขนาดใหญ่ หรือระดับต้นๆ ของประเทศ เพราะมีความเสี่ยงมากกว่าในแง่สูญเสียเงินต้น หรืออาจจะประสบปัญหาในการจ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ถือหุ้นกู้ได้

ลำดับถัดมาเป็นกองทุนรวม ข้อดีของการลงทุนนี้คือมีผู้จัดการกองทุนมาช่วยดูแลและบริหารจัดการทรัพย์สินให้ สามารถใช้เงินลงทุนน้อย ขั้นต่ำเพียง 1 บาทเท่านั้น ซื้อผ่านทางแอปฯ ต่างๆ ของธนาคารได้เลย เนื่องจากธนาคารส่วนใหญ่จะมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อยู่แล้ว

ยิ่งในปัจจุบันด้วยแล้ว บลจ.แต่ละแห่งยังมีพันธมิตร สามารถเลือกลงทุนได้ตามต้องการ ผลตอบแทนจะอยู่ที่ประมาณ 5-7% ต่อปี กองทุนมีให้เลือกหลากหลายประเภท ทั้งกองทุนหุ้น กองทุนพันธบัตรรัฐบาล กองทุนหุ้นกู้ กองทุนต่างประเทศ กองทุนทองคำ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ และนับอีกไม่ถ้วน

อันดับ 4 ทองคำ ดูเผินๆ แล้ว เหมือนเป็นการลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยง แต่จริงๆ แล้ว หากเข้าลงทุนผิดเวลา แทนที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดี อาจไม่ได้รับอะไรตอบแทนเลยก็เป็นได้ แถมข้อเสียประการหนึ่ง คือไม่มีผลตอบแทนกลับคืนมาในรูปแบบของดอกเบี้ย การที่จะได้กำไรต้องมาจากส่วนต่างราคาเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ทองคำยังมีข้อดีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน หากมองย้อนหลังกลับไป ทองคำนับเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่สามารถสู้เงินเฟ้อได้ค่อนข้างดี แม้ว่าอาจไม่ได้รับผลตอบแทนเลย แต่ความมั่งคั่งของเราไม่น่าจะลดลงไปนัก ถ้าไม่ไปซื้อในช่วงที่ราคาปรับเพิ่มขึ้นไปสูงแล้ว

อันดับ 5 หุ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงขวบปีที่ผ่านมา หรือประมาณต้นปี 2564 หลายคนอาจเข้าตลาดหุ้นมาจากอานิสงส์ของการเปิดขายหุ้นครั้งแรกต่อสาธารณชนของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งแยกบริษัทลูกอย่างบริษัท โออาร์ ที่ลงทุนในปั๊มน้ำมันและร้านกาแฟเป็นหลักออกมา และกลายเป็นบริษัทโฮลดิ้งเต็มตัว

หลายคนที่ได้รับหุ้นของหุ้นโออาร์ ต่างยิ้มแย้มกันถ้วนหน้าตั้งแต่วันที่เข้าซื้อขายวันแรก เพราะว่าราคาปรับขึ้นไปมาก กำไรขั้นต่ำประมาณ 60% แต่หลังจากนั้น พอเข้าไปลงทุนในหุ้นตัวอื่น อาจไม่หมูอย่างที่คิด เพราะในตลาดหุ้นมีทั้งหุ้นดีและแย่ปะปนกันไป หากไม่มีความรู้จริงๆ โอกาสขาดทุนมีสูงเลยทีเดียว

ขณะที่การเปิดพอร์ตลงทุนในปัจจุบันทำได้ค่อนข้างง่าย ผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ แถมบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หลายแห่งไม่ได้ขอเอกสารเพิ่มเติม เพียงแนบไฟล์สำเนาบัตรประชาชนและสมุดบัญชีธนาคารเท่านั้น ส่วนความรู้สามารถศึกษาได้จากเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และบริษัท เซ็ทเทรด ดอท คอม จำกัด

ส่วนคาดหวังผลตอบแทนน่าจะอยู่ที่ประมาณ 8-10% ต่อปี ซึ่งอาจจะมาจากเงินปันผลประมาณ 3-4% และจากส่วนต่างของราคาประมาณ 6-7% โดยควรมองว่าการลงทุนในหุ้นเหมือนกับการที่เราเป็นเจ้าของกิจการ และเติบโตไปพร้อมกับบริษัทเหล่านั้น ตราบใดที่บริษัมยังมีรายได้เพิ่ม ปันผลเพิ่ม ก็ไม่ต้องขายออกไป

และสินทรัพย์ลงทุนสุดท้าย คือคริปโตเคอร์เรนซี หรือสกุลเงินดิจิทัล ที่เป็นการลงทุนที่เพิ่งมาเป็นที่รู้จักในวงกว้างในเวลาเพียงไม่กี่ปี โดยเฉพาะอย่างในเดือน พ.ย. - ธ.ค.2564 ที่กลายเป็นกระแสแบบปากต่อปาก จากคนที่เข้าไปลงทุนและได้รับผลตอบแทนสูงในระยะเวลาไม่นาน

การเปิดพอร์ตทำได้ง่ายไม่ต่างจากการลงทุนในหุ้น แต่จะมีความเข้มข้นกว่าเล็กน้อยตรงที่ต้องยืนยันตัวตนเพิ่มเติม ขณะที่หุ้น ถ้าส่งเอกสารให้บริษัทหลักทรัพย์ครบถ้วนแล้ว บางแห่งไม่ต้องมีการยืนยันตัวตนเลย แต่บางแห่งก็มีการยืนยันตัวตนเช่นกัน ซึ่งสร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้

การลงทุนนี้มีความเสี่ยงสูงมาก มีโอกาสขาดทุนได้ง่ายมาก และทำกำไรได้ง่ายเช่นกัน แต่เท่าที่สังเกตมาจะพบว่าคนส่วนใหญ่มักจะขาดทุน มาจากการที่เข้าไปซื้อเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีในช่วงที่ราคาปรับเพิ่มขึ้นไปสูงแล้ว เหมือนเข้าไปรับเหรียญแทนคนเข้ามาลงทุนก่อนเรา ที่มีต้นทุนต่ำกว่า พร้อมเทขายทุกราคา

ราคาของเหรียญจะมีความอ่อนไหวมากตามนโยบายจากภาครัฐและข่าวจากต่างประเทศ อย่างการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ราคาสามารถปรับเพิ่มขึ้นไปได้สูงถึง 100% ภายในวันเดียว และลดลงได้มากเช่นเดียวกัน หากคนเทขายแล้ว มักจะเกิดการแพนิก เทขายตามๆ กันไป เพื่อรักษาทุนเอาไว้ก่อน

นอกจากนี้ เหรียญหลักอย่างบิตคอยน์และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีส่วนอย่างมากต่อทิศทางของราคา ส่วนผลตอบแทนที่สามารถคาดหวังได้อยู่ที่ประมาณ 15% ต่อปี ขึ้นไป แต่มีความเสี่ยงสูญเสียเงินทั้งก้อนได้เช่นกัน สุดท้ายแล้วคงต้องทิ้งท้ายด้วยคำพูดที่ว่า "การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน"

อ่านข่าวเพิ่มเติม

รู้จัก 6 เหรียญคริปโตฯ ยอดนิยมไทย-เทศ

 

กลับขึ้นด้านบน