นายกฯ MOU “พาน้องกลับมาเรียน” ตั้งเป้าเด็กหลุดจากระบบต้องเป็นศูนย์

นายกฯ MOU “พาน้องกลับมาเรียน” ตั้งเป้าเด็กหลุดจากระบบต้องเป็นศูนย์

นายกฯ MOU “พาน้องกลับมาเรียน” ตั้งเป้าเด็กหลุดจากระบบต้องเป็นศูนย์

รูปข่าว : นายกฯ MOU “พาน้องกลับมาเรียน” ตั้งเป้าเด็กหลุดจากระบบต้องเป็นศูนย์

นายกฯ เป็นประธานในพิธี MOU “พาน้องกลับมาเรียน” แก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบ ระบุ จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมตั้งเป้าตัวเลขเด็กหลุดจากระบบต้องเป็นศูนย์

วันนี้ (17 ม.ค.2565) นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการส่งเสริมโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน” แก้ปัญหาเชิงรุกเด็กหลุดออกจากระบบ เพื่อคืนโอกาส สร้างอนาคตให้เด็ก และแก้ปัญหาระยะยาวให้ประเทศ ตามนโยบายรัฐบาล “จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ตั้งเป้าตัวเลขเด็กหลุดจากระบบต้องเป็นศูนย์

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานสักขีพยานในพิธีลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการส่งเสริมโอกาส ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน” โดยมีผู้แทน 14 หน่วยงาน ร่วมลงนามบันทึกความตกลงฯ พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทำพิธีเปิดโครงการและเปิดตัวแอปพลิเคชัน “พาน้องกลับมาเรียน” เพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยที่หลุดการศึกษา กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา

 

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดโครงการว่า เป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล โดยย้ำถึงคำขวัญวันครูปีนี้ “พัฒนาครู พัฒนาเด็ก เรียนรู้สู่อนาคต” นำมาสู่กิจกรรมในวันนี้ โดยกระทรวงศึกษาธิการผนึกกำลังร่วมมือกับ 11 หน่วยงานหลัก นำเด็กที่ตกหล่นหรือหลุดจากระบบการศึกษากลับโรงเรียน

ผ่านโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” ตามนโยบายรัฐบาลในการปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาคนและทรัพยากรมนุษย์ของประเทศให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยการปฏิรูปการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะต้องพัฒนาคน พัฒนาความรู้ ให้สอดคล้องกับยุคสมัยในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

 

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล ในการ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ในมิติต่าง ๆ ซึ่งรวมไปถึงด้านการศึกษา ดังนั้น จึงเป็นโอกาสอันดีที่ได้เห็นความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน ในการให้โอกาสกับเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา แม้กระทั่งเด็กที่ยังไม่มีโอกาสได้ทำการศึกษา ทั้งเด็กปกติและผู้พิการ เพื่อที่จะให้ทุกคนได้รับการศึกษาที่ดี มีมาตรฐานอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ

 

นายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” ว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะยังมีเด็กตกหล่นและเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาอีกจำนวนมาก มากกว่า 100,000 คน ที่รัฐบาลและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันทุกวิถีทาง เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กลุ่มคนดังกล่าว ซึ่งโอกาสที่ให้ครั้งนี้ เปรียบเสมือนการลงทุนสร้างทรัพยากรที่สำคัญของประเทศโดยตรงอีกทางหนึ่ง และความร่วมมือกันของทุกกระทรวงทุกหน่วยงานในวันนี้ ถือเป็นของขวัญชิ้นสำคัญที่รัฐบาลทำเพื่อคนไทยและประเทศไทย

 

 

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้แนะนำให้หาแนวทางในการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก เห็นถึงความสำคัญของการศึกษา ซึ่งจะสามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น และสอนให้เด็กรู้จักศึกษาเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ เพื่อนำมาพัฒนาศักยภาพของตนเอง ควบคู่กับการเรียนในห้องเรียน

รวมทั้งควรเรียนในด้านที่ตรงกับศักยภาพของตนเอง และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ตลอดจนการพัฒนาประเทศและการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อเรียนจบมาแล้วจะได้มีงานทำ มีอาชีพ และรายได้สำหรับเลี้ยงดูตนเองและดูแลครอบครัวได้

ขณะเดียวกันขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการร่วมกันหาแนวทางที่จะดูแลช่วยเหลือไปถึงครอบครัว พ่อแม่ ผู้ปกครองของเด็กด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาอีก และให้เด็กสามารถเรียนจนสำเร็จการศึกษาตามเป้าหมายที่กำหนด

การให้โอกาสทางการศึกษากับคนไทยทุกคน ถือเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก ต้องใช้ความร่วมมืออย่างจริงจัง

 

 

 

กลับขึ้นด้านบน