"วิจัยกรุงศรี" เชื่อรัฐอัดฉีดกระตุ้นใช้จ่ายฟื้นเศรษฐกิจ

"วิจัยกรุงศรี" เชื่อรัฐอัดฉีดกระตุ้นใช้จ่ายฟื้นเศรษฐกิจ

"วิจัยกรุงศรี" เชื่อรัฐอัดฉีดกระตุ้นใช้จ่ายฟื้นเศรษฐกิจ

รูปข่าว : "วิจัยกรุงศรี" เชื่อรัฐอัดฉีดกระตุ้นใช้จ่ายฟื้นเศรษฐกิจ

วิจัยกรุงศรี ประเมินเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัว หลังรัฐบาลจัดทำโครงการกระตุ้นการใช้จ่ายและผ่อนคลายมาตรการคุมโควิด-19 ขณะที่ ธปท.หนุนจัดตั้งกิจการร่วมทุน รองรับ NPLs ที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต

วันนี้ (1 ก.พ.2565) วิจัยกรุงศรี เปิดเผยทางการออกมาตรการด้านการคลังและการเงิน เพื่อพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและสนับสนุนการแก้ไขปัญหา NPLs หลังจากรัฐบาลอนุมัติวงเงินกู้กว่า 5.3 หมื่นล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นผ่านโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4, โครงการเพิ่มกำลังซื้อแก่กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ และโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ระยะที่ 4

วิจัยกรุงศรี ประเมินเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในเส้นทางการฟื้นตัว แม้พัฒนาการดังกล่าวอาจล่าช้าออกไปเมื่อต้องเผชิญกับการระบาดของไวรัสโอมิครอน แต่ผลกระทบอาจอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากอัตราการเสียชีวิตที่ต่ำ จึงคาดว่าการใช้มาตรการควบคุมจะเข้มงวดน้อยกว่าการระบาดที่เกิดจากไวรัสเดลตาในรอบก่อน โดยในกรณีฐาน คาดว่าจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันจะแตะจุดสูงสุดในกลางเดือน ก.พ.ก่อนจะลดลงอย่างช้าๆ ภาคท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบมากสุดจากการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ และผลต่อภาพรวมของกิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลงราว 0.6%

อย่างไรก็ตาม ผลบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุด จะช่วยให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เป็นอย่างต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท ประกอบกับความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนสนับสนุนให้ทางการทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมเพิ่มเติม การนำมาตรการ Test&Go กลับมาใช้สำหรับเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และแรงหนุนจากการขยายตัวของภาคส่งออก ผลกระทบสุทธิจากการระบาดรอบนี้จะทำให้อัตราการขยายตัวของ GDP ยังคงใกล้เคียงกับคาดการณ์เดิม

นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สนับสนุนการแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพอันเนื่องมาจากโควิด-19 เพื่อช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของ NPLs ในระยะข้างหน้า ล่าสุดได้ออกมาตรการส่งเสริมการจัดตั้งกิจการร่วมทุน เพื่อแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (JVAMC) โดยให้ธนาคารพาณิชย์และบริษัทบริหารสินทรัพย์ สามารถร่วมลงทุนในกิจการร่วมทุน (Joint Venture) กำหนดระยะเวลายื่นขอจัดตั้งกิจการร่วมทุนได้ภายในปี 2567 (มีผลตั้งแต่วันที่ 27 ม.ค.2565 - 31 ธ.ค.2567) มีระยะเวลา 15 ปีในการดำเนินกิจการร่วมทุนนี้

สำหรับกลไกดำเนินการกำหนดให้รับซื้อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) และทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ในประเทศ ซึ่งจะต้องเน้นให้ความช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่องแก่ลูกหนี้ด้อยคุณภาพที่ได้รับโอนมา

แม้มาตรการดังกล่าวจะเป็นมาตรการชั่วคราว แต่ทางการเล็งเห็นความจำเป็นของการเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ระบบสถาบันการเงินให้มีการจัดตั้งกิจการร่วมทุน เพื่อรองรับ NPLs ที่อาจทยอยเพิ่มขึ้นในอนาคต แม้ข้อมูลล่าสุดไตรมาส 3/2564 สัดส่วน NPLs ต่อสินเชื่อรวมของระบบธนาคารพาณิชย์ยังอยู่ที่ระดับ 3.14% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 3.12% ในไตรมาส 4/2563 เนื่องจากยังได้รับผลเชิงบวกจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ และการผ่อนปรนเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด-19 ที่ลากยาวและยังมีความเปราะบางอยู่ มาตรการนี้จึงน่าจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะช่วยให้สถาบันการเงินบริหารจัดการ NPLs ได้อย่างเหมาะสม และยังช่วยให้ลูกหนี้มีโอกาสได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติม (เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ การไกล่เกลี่ยหนึ้) และไม่ถูกเร่งรัดขายสินทรัพย์ในราคาต่ำเกินจริง ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาที่อาจบั่นทอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

 

อ่านข่าวอื่นๆ

"คนละครึ่ง" เฟส 4 เปิดยืนยันสิทธิคนเก่า รับ 1,200 บาท

คปภ.เตือนอย่าเชื่อ-แชร์ “ข้อมูล Blacklist บริษัทประกันภัย”

 

กลับขึ้นด้านบน