มติ กสม. ชี้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฉบับ 27 ข้อ11 ปิดปากสื่อ-ละเมิดสิทธิมนุษยชน จี้ศบค.ยกเลิก

มติ กสม. ชี้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฉบับ 27 ข้อ11 ปิดปากสื่อ-ละเมิดสิทธิมนุษยชน จี้ศบค.ยกเลิก

มติ กสม. ชี้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฉบับ 27 ข้อ11 ปิดปากสื่อ-ละเมิดสิทธิมนุษยชน จี้ศบค.ยกเลิก

รูปข่าว : มติ กสม. ชี้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฉบับ 27 ข้อ11 ปิดปากสื่อ-ละเมิดสิทธิมนุษยชน จี้ศบค.ยกเลิก

มติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กสม. แถลงผลการเรียกร้อง 6 องค์กรสื่อ ชี้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฉบับ 27 ข้อ 11 ปิดปากสื่อ เกินสมควรแก่เหตุ -ละเมิดสิทธิมนุษยชน จี้ศบค.ยกเลิก

วันนี้ (7 เม.ย.2565) สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษชยแห่งชาติ(กสม.) แถลงผลการพิจารณาข้อกําหนดฯ ฉบับที่ 27 จํากัดเสรีภาพการเสนอข่าวสารในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคโควิด 19 ที่ออกโดยศบค. ว่าเกินสมควรแก่เหตุ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้แทน 6 องค์กรวิชาชีพ สื่อมวลชน ได้แก่ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ สมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย และสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ เมื่อเดือนส.ค.2564

ขอให้ตรวจสอบกรณีที่นายกรัฐมนตรีประกาศใช้ ข้อกําหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 27) ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2564 ข้อ 11 และ ข้อกําหนดฯ (ฉบับที่ 29) ลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2564

ซึ่งระบุมาตรการเพื่อมิให้มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร อันทําให้เกิดความเข้าใจผิด ในสถานการณ์ฉุกเฉิน (สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19) และการเสนอข่าวที่อาจทําให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทําให้เกิดความเข้าใจผิด จนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ผู้ร้องเห็นว่า การกระทําดังกล่าวของนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ถูกร้องเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกของ ประชาชนและสื่อมวลชน จึงขอให้ตรวจสอบนั้น

กสม.ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 13/2555 เมื่อวันที่ 4 เม.ย.2565 ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง บทบัญญัติของกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนแล้ว เห็นว่า

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น รวมทั้งเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือการแสดงความคิดเห็น ตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพของสื่อมวลชน ได้รับความคุ้มครองและรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 34 และ 35

สอดคล้องกับเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งได้รับรองไว้ตามกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 19 และแม้เสรีภาพในการแสดงออก อาจถูกจํากัดได้ตามกฎหมาย ที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น

เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน แต่การจํากัดเสรีภาพดังกล่าว จะต้องสอดคล้องกับหลักความจําเป็นและความได้สัดส่วน

กล่าวคือ มาตรการจํากัดเสรีภาพดังกล่าว จะต้องเป็นมาตรการที่เบาที่สุด เท่าที่จะทําให้บรรลุเป้าหมายได้ ทั้งจะต้องมีความสมเหตุสมผลกับเป้าหมายที่ต้องการบรรลุ และหลักความได้สัดส่วน จะต้องปรากฏในกฎหมายและได้รับการบังคับใช้จากทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายตุลาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจํากัดการแสดงออกที่เป็น การวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นสาธารณะ (public debate) นักการเมืองและผู้นําสังคม

กสม. เห็นว่า การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและออกข้อกําหนดฯ ฉบับที่ 27 ข้อ 11 เพื่อแก้ไข สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งมีลักษณะเป็นการจํากัดเสรีภาพในการแสดงออก

รวมทั้งเสรีภาพในการเสนอข้อมูลข่าวสารของประชาชน มีข้อความของบทบัญญัติที่กว้างขวาง คลุมเครือ ไม่ชัดเจน และสามารถตีความไปได้หลายแบบตามความมุ่งหมายของผู้ใช้กฎหมาย โดยอาจมีการตีความได้ว่า

การเสนอข่าวหรือการแสดงความคิดเห็นที่เป็นความจริง แต่ทําให้ประชาชนหวาดกลัวก็ถือว่ามีความผิดได้ โดยที่มิได้ พิจารณาว่า ข่าวนั้นเป็นความจริงหรือไม่ หรือเป็นข่าวที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะหรือไม่

นอกจากนี้ผู้บังคับใช้กฎหมายยังอาจตีความได้ว่า การเสนอข่าวหรือการแสดงความคิดเห็นที่เป็นความจริง แต่อาจทําให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว และกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนก็อาจเป็นความผิดได้

ลักษณะนี้จึงถือเป็นการจํากัดเสรีภาพ ที่ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่มุ่งหมายจะแก้ไข และยับยั้งเหตุฉุกเฉินจากการแพร่ระบาดของโรคเท่านั้น

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาข้อกําหนดฯ ฉบับที่ 27 ข้อ 11 เปรียบเทียบกับข้อกําหนด ฯ ฉบับที่ 29 ข้อ 1 แล้วเห็นได้ว่า มีข้อความเหมือนกัน ซึ่งภายหลังการบังคับใช้ข้อกําหนด ฯ ฉบับที่ 29 ได้ไม่นาน บริษัท รีพอตเตอร์ โปรดักชั่น จํากัด กับพวกรวม 12 คน ได้ฟ้องคดีต่อศาลแพ่งขอให้เพิกถอนข้อกําหนดดังกล่าว พร้อมกับยื่นคําร้องขอไต่สวนคําร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในกรณีฉุกเฉิน

โดยศาลแพ่งมีความเห็นในตอนหนึ่งว่า “ข้อกําหนดที่ห้ามเผยแพร่ข้อความอันอาจทําให้เกิดความหวาดกลัว มิได้จํากัดเฉพาะข้อความอันเป็นเท็จ ดังเหตุผลและความจําเป็นตามที่ระบุไว้ในการออกข้อกําหนด ย่อมเป็นการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของโจทก์ทั้งสิบสองและประชาชน ทั้งข้อความอันอาจทําให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวตามข้อกําหนดดังกล่าว มีลักษณะไม่แน่ชัดและขอบเขตกว้าง ทําให้โจทก์ทั้งสิบสอง ประชาชนและผู้ประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชนไม่มั่นใจในการแสดงความคิดเห็นและสื่อสารตามที่รัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 34 วรรคหนึ่งและ มาตรา 35 วรรคหนึ่ง คุ้มครองไว้”

และศาลแพ่งมีคําสั่งเมื่อวันที่ 6 ส.ค.2564 ห้ามนายกรัฐมนตรี ในฐานะจําเลยดําเนินการบังคับใช้ข้อกําหนดฯ ฉบับที่ 29 เป็นการชั่วคราว หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีจึง ออกข้อกําหนดฯ ฉบับที่ 31 ลงวันที่ 9 ส.ค.2564 ยกเลิกข้อกําหนด ฯ ฉบับที่ 29 กสม. จึงเห็นควรยุติ การตรวจสอบในประเด็นของข้อกําหนดฯ ฉบับที่ 29 นี้

อย่างไรก็ดี คําพิพากษาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การบังคับใช้ข้อกําหนดฯ ฉบับที่ 27 ข้อ 11 ซึ่งมีข้อความเช่นเดียวกับข้อกําหนด ฯ ฉบับที่ 29 ข้อ 1 ย่อมส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพ ในการเสนอข่าวสารของผู้ร้องทั้งหกและ ประชาชนเกินสมควรแก่เหตุได้เช่นเดียวกัน

ดังนั้น แม้ผู้ถูกร้องโดยสภาความมั่นคงแห่งชาติในฐานะผู้อํานวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหาร สถานการณ์โควิด-19 จะไม่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและเสนอพยานหลักฐานตามที่ กสม. ได้ร้องขอ ซึ่งเป็นขั้นตอนการให้โอกาสในการชี้แจงแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายว่าด้วย กสม. แต่พยานหลักฐานที่ปรากฏในชั้นตรวจสอบก็เพียงพอที่ กสม. จะพิจารณา และมีความเห็นเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิด จากการใช้บังคับข้อกําหนดฯ ฉบับที่ 27 ข้อ 11 และแม้จะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีบุคคลใดถูกดําเนินคดีอาญา

จากการใช้บังคับข้อกําหนด ฯ ดังกล่าว แต่จากเหตุผลที่ได้กล่าวมาในชั้นต้น ย่อมเห็นได้ว่า ข้อกําหนด ฯ ฉบับที่ 27 ข้อ 11 กระทบต่อเสรีภาพในการเสนอข้อมูลข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นของประชาชน และสื่อมวลชนเกินสมควรแก่เหตุ อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

กสม. จึงเห็นควรมีข้อเสนอแนะ มาตรการในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด - 19 (ศปก.ศบค.) ดังนี้

1.พิจารณายกเลิกข้อกําหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 27) เฉพาะส่วนในข้อ 11
2.ในระหว่างที่ข้อกําหนดฯ ฉบับที่ 27 ข้อ 1 ยังมีผลใช้บังคับ ให้ ศบค. ใช้วิธีการชี้แจงหรือ ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคโควิด 19 โดยให้พิจารณาใช้มาตรการที่จําเป็นเหมาะสมภายใต้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่แล้ว เช่น ประมวล กฎหมายอาญา หรือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เป็นต้น

นายวสันต์กล่าวอีกว่า สำหรับขั้นตอนจากนี้จะมีการส่งรายงานของกสม. ศปก.ศบค. ซึ่งมีเวลาในการยกเลิกประกาศฉบับที่ 27 ข้อ 11 ดังกล่าวภายใน 60 วัน และกสม.จะยังติดตามผลักดันเรื่องนี้ต่อ เพราะในรายงานระบุแล้วว่า เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

กลับขึ้นด้านบน