เช็กด่วน! แผนเผชิญเหตุ "โควิด" รับเปิดเทอมพรุ่งนี้

เช็กด่วน! แผนเผชิญเหตุ "โควิด" รับเปิดเทอมพรุ่งนี้

เช็กด่วน! แผนเผชิญเหตุ "โควิด" รับเปิดเทอมพรุ่งนี้

รูปข่าว : เช็กด่วน! แผนเผชิญเหตุ "โควิด" รับเปิดเทอมพรุ่งนี้

ปลัดสธ.ห่วงวันหยุดยาว มีการเดินทางท่องเที่ยว ผู้ปกครอง-นักเรียนมีกิจกรรมรวมกลุ่ม อาจเพิ่มความเสี่ยงโควิดช่วงเปิดเทอม 17 พ.ค.นี้ แนะต้องประเมินตนเอง หากมีอาการให้ตรวจ ATK ทันที แต่ยันไม่บังคับต้องตรวจก่อนเข้าเรียน หากมีผู้ติดเชื้อให้ทำตามแผนเผชิญเหตุ

วันนี้ (16 พ.ค.2565) นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ขณะนี้สถาน การณ์โควิด-19 จะมีทิศทางลดลง แต่ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อจำนวนมากได้ โดยเฉพาะช่วงก่อนเปิดภาคเรียนวันพรุ่งนี้( 17 พ.ค.) มีวันหยุดติดต่อกัน 4 วัน ทำให้มีการเดินทางท่องเที่ยว รวมถึงมีกิจกรรมการรวมตัวทั้งผู้ปกครองและนักเรียนก่อนเปิดเรียน หากไม่ได้มีการป้องกันตนเองอย่างเต็มที่ตามมาตรการ อาจทำให้มีการติดเชื้อและแพร่เชื้อระหว่างกันได้โดยไม่รู้ตัว

เนื่องจากสายพันธุ์โอมิครอนส่วนใหญ่ ผู้ติดเชื้อมักไม่มีอาการ และเมื่อเปิดภาคเรียนแบบ On-Site อาจเกิดการแพร่เชื้อภายในโรงเรียนจำนวนมากได้ ดังนั้นก่อนกลับเข้าสู่ระบบการเรียนการสอนตามปกติ ขอให้ผู้ปกครอง นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ประเมินความเสี่ยงของตนเองก่อน กรณีมีความเสี่ยงหรือมีอาการป่วยให้ตรวจ ATK ทันที หากผลตรวจเป็นบวกหรือติดเชื้อจะได้เข้ารับการรักษาต่อไป

ยืนยันไม่มีมาตรการบังคับตรวจ ATK ก่อนเข้าเรียน และไม่ได้กำหนดให้ต้องตรวจเป็นประจำทุก 3-5 วันหรือทุกสัปดาห์ แต่ขอให้ตรวจเมื่อมีความเสี่ยงหรือเมื่อมีอาการ

 

ส่วนมาตรการป้องกันการติดเชื้อให้ยึดตาม 6 มาตรการหลัก 6 มาตรการเสริม และ 7 มาตรการเข้มของกรมอนามัย เบื้องต้นแนะนำให้ป้องกันตนเองตลอดเวลา โดยการสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ล้างมือ ตรวจคัดกรอง ลดความแออัด และทำความสะอาด รวมถึงเข้ารับวัคซีนให้ครบ

โดยกลุ่มเด็กมัธยมศึกษา อายุ 12-17 ปี ควรรับเข็มกระตุ้น และกลุ่มเด็กประถมศึกษา อายุ 5-11 ปี ควรรับวัคซีนเข็มปกติให้ครบ จะช่วยลดความเสี่ยงอาการรุนแรงและการเสียชีวิต ทั้งนี้หากพบผู้ติดเชื้อในโรงเรียน ให้ปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ ไม่จำเป็นต้องปิดทั้งโรงเรียนเหมือนที่ผ่านมา

เปิดแผนเผชิญโควิด–19 รั้วโรงเรียน

นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า สถานศึกษาทั่วประเทศจะเปิดเทอม On-Site วันที่ 17 พ.ค.นี้ กรมอนามัย เน้นย้ำสถานศึกษาปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ กรณีพบผู้ติดเชื้อหรือผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ไม่ปิดชั้นเรียนหรือโรงเรียน

สำหรับโรงเรียนประจำ เน้นมาตรการ Sandbox Safety Zone in School กรณีนักเรียน ครู หรือบุคลากร เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ เปิดเรียน On-site ปกติ ปฏิบัติตามมาตรการ UP ประเมิน Thai Save Thai และเว้นระยะห่างของนักเรียนในห้องเรียน ไม่น้อยกว่า 1 เมตร

กรณีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง จัดการเรียนการสอน ปฏิบัติงานทำกิจกรรมใน Quarantine Zone ตามมาตรการ SSS เป็นเวลา 5 วัน ติดตามสังเกตอาการอีก 5 วัน กรณีผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบตามคำแนะนำปัจจุบัน ไม่มีอาการ ไม่แนะนำให้กักกัน

สำหรับการตรวจคัดกรองหาเชื้อด้วย ATK ถ้ามีอาการ ให้ตรวจทันที ถ้าไม่มีอาการให้ตรวจคัดกรองครั้งแรกในวันที่ 5 และตรวจครั้งสุดท้ายในวันที่ 10 หลังสัมผัสผู้ติดเชื้อ

หากนักเรียน-ครู-บุคลากรติดเชื้อทำอย่างไร? 

ในกรณีนักเรียน ครู หรือบุคลากร เป็นผู้ติดเชื้อให้ปฏิบัติดังนี้ พิจารณาร่วมกับหน่วยบริการสาธารณสุข แยกกักกัน ที่โรงเรียน และพิจารณาร่วมกับหน่วยบริการสาธารณสุขในพื้นที่ หรือคณะกรรมการ โรคติดต่อจังหวัด กรณีไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย จัดการเรียนการสอนได้ตามความเหมาะสม เว้นระยะห่างไม่น้อยกว่า 2 เมตร งดกิจกรรมรวมกลุ่ม เน้นการระบายอากาศ ปฏิบัติตาม UP-DMHTA อย่างเคร่งครัด ติดต่อหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ตามระบบงานอนามัยโรงเรียน และทำความสะอาดห้องเรียน ชั้นเรียน สถานศึกษาตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข และเรียนได้ตามปกติ

สำหรับโรงเรียนไป-กลับ กรณีนักเรียน ครูหรือบุคลากร เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำเปิดเรียนในพื้นที่สถานศึก ษา On-Site ตามปกติ ปฏิบัติตามมาตรการ UP ประเมิน Thai Save Thai (TSC) และเว้นระยะห่างของนักเรียนในห้องเรียนไม่น้อยกว่า 1 เมตร

กรณีนักเรียน ครู หรือบุคลากร เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง กรณีไม่ได้รับวัคซีน โควิด-19 ตามแนวทางปัจจุบัน ทั้งมีอาการ และไม่มีอาการ แนะนำให้กักกันตัว เป็นเวลา 5 วัน และติดตามเฝ้าระวังอีก 5 วัน ส่วนผู้สัมผัสเสี่ยงสูงที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบตามคำแนะนำปัจจุบันไม่มีอาการ ไม่แนะนำให้กักกัน พิจารณาให้ไปเรียนได้

สำหรับการตรวจคัดกรองหาเชื้อด้วย ATK ถ้ามีอาการให้ตรวจทันที ถ้าไม่มีอาการ ให้ตรวจคัดกรองครั้งแรกในวันที่ 5 และตรวจครั้งสุดท้ายในวันที่ 10 หลังสัมผัสผู้ติดเชื้อ

กรณีพบนักเรียน ครู หรือบุคลากร เป็นผู้ติดเชื้อ ให้ปฏิบัติดังนี้ แยกกักกันที่บ้าน พิจารณาจัดทำ School Isolation โดยคณะกรรมการสถานศึกษา หน่วยงานสาธารณสุข และคณะกรรมการโรคติดต่อ ประจำจังหวัด และจัดรูปแบบการเรียนการสอนอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีอาการ

 

 

 

 

กลับขึ้นด้านบน