"สายทุเรียน" ควรรู้! กินแบบไหนได้ประโยชน์-เสี่ยงพลังงานสูง

"สายทุเรียน" ควรรู้! กินแบบไหนได้ประโยชน์-เสี่ยงพลังงานสูง

"สายทุเรียน" ควรรู้! กินแบบไหนได้ประโยชน์-เสี่ยงพลังงานสูง

รูปข่าว : "สายทุเรียน" ควรรู้! กินแบบไหนได้ประโยชน์-เสี่ยงพลังงานสูง

กรมอนามัยแนะกิน "ทุเรียน" แบบกึ่งห่าม เพราะมีแป้งและน้ำตาลน้อย พร้อมเผย 3 อันดับทุเรียนแปรรูปให้พลังงานสูง ควรกินในปริมาณที่เหมาะสม

วันนี้ (18 พ.ค.2565) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ทุเรียนจัดอยู่ในอาหารกลุ่มผลไม้ที่มีวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ รวมทั้งเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรต

หากต้องการกินทุเรียนให้ได้ประโยชน์และคุณค่าทางสารอาหารเหมาะสม ควรเลือกทุเรียนแบบกึ่งห่าม เพราะมีแป้งและน้ำตาลน้อยกว่าแบบสุกงอม

นอกจากนี้ ไม่ควรกินทุเรียนเกินวันละ 2 เม็ดขนาดกลาง (หนักประมาณ 80 กรัม) และไม่ควรกินเกิน 3 วันต่อสัปดาห์ หากกินครั้งละประมาณ 2-3 พู หรือ 4-6 เม็ด ร่างกายจะรับพลังงานสูงถึง 520-780 กิโลแคลอรี เทียบเท่ากับกินอาหารมื้อหลัก 2 มื้อ

สำหรับทุเรียนที่ผ่านกระบวนการแปรรูป หากบริโภคในปริมาณที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้ได้รับพลังงานที่มากเกินความจำเป็น ซึ่งพบ 3 ลำดับ ดังนี้

  1. ทุเรียนทอด ถุงละครึ่งกิโลกรัม ให้พลังงานสูงมากถึง 508 กิโลแคลอรี ควรแบ่งกินประมาณ 5 ครั้ง
  2. ทุเรียนกวน 1 แท่ง ขนาด 300 กรัม ให้พลังงาน 320 กิโลแคลอรีและมีปริมาณน้ำตาลสูง ทั้งจากทุเรียนที่สุกง่อม รวมกับน้ำตาลที่เติมลงไปเพื่อให้จับตัวเป็นก้อนและเก็บไว้ได้นาน จึงควรแบ่งกินอย่างน้อย 2-3 ครั้ง
  3. ข้าวเหนียวน้ำกะทิทุเรียน 1 ถ้วย ให้พลังงาน 220 กิโลแคลอรี ใน 1 วันไม่ควรกินเกิน 1 ถ้วย

 

ดังนั้น หากบริโภคทุเรียนควรเลือกแบบสดที่ยังไม่ผ่านกระบวนการแปรรูป เพราะจะได้พลังงานจากน้ำตาล ไขมันน้อย และได้วิตามินกับสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่า

อธิบดีกรมอนามัย กล่าวอีกว่า คนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือด สามารถกินทุเรียนได้ แต่ต้องปริมาณน้อยกว่าคนทั่วไป และควรออกกำลังกาย เพื่อเผาผลาญน้ำตาลจากการกินทุเรียนออกไป เช่น เดินอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง

รวมถึงกินผลไม้ที่มีน้ำและหวานน้อยควบคู่กัน เช่น มังคุด แตงโม เพราะมังคุดและแตงโมมีฤทธิ์เย็น ส่วนทุเรียนมีฤทธิ์ร้อน จึงสามารถกินคู่กันได้ และควรหลีกเลี่ยงการกินผลไม้ที่มีรสชาติหวานพร้อมกัน เช่น มะม่วงสุก เงาะ ลิ้นจี่ เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับปริมาณน้ำตาลสูงเกินไป

 

กลับขึ้นด้านบน