วงเสวนาสมาคมนักข่าวฯ ชี้ปม “หลวงปู่แสง”จุดเปลี่ยนสื่อต้องทบทวนตัวเอง

วงเสวนาสมาคมนักข่าวฯ ชี้ปม “หลวงปู่แสง”จุดเปลี่ยนสื่อต้องทบทวนตัวเอง

วงเสวนาสมาคมนักข่าวฯ ชี้ปม “หลวงปู่แสง”จุดเปลี่ยนสื่อต้องทบทวนตัวเอง

รูปข่าว : วงเสวนาสมาคมนักข่าวฯ ชี้ปม “หลวงปู่แสง”จุดเปลี่ยนสื่อต้องทบทวนตัวเอง

นายกสมาคมนักข่าววิทยุฯ วอนสื่ออย่าเสียจุดยืน กองบรรณาธิการจะปฏิเสธว่าไม่รู้นักข่าวไปทำข่าวอะไรไม่ได้ ต้องเป็นเบ้าหลอมที่ดีให้นักข่าว ส่วนจรรยาบรรณสากลนักข่าวห้ามจัดฉาก “สุภิญญา” ย้ำสื่อไทยขาดเสรีภาพในการวิจารณ์การเมือง จึงเลี่ยงไปนำเสนอข่าวอื่นจนล้ำเส้น

วันนี้ (18 พ.ค.2565) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดเสวนา “ถอดบทเรียนจริยธรรมสื่อ ทำงาน จัดฉาก ไสยศาสตร์ วงการสงฆ์” โดยมีผู้ร่วมเสวนา คือ นายพีรวัฒน์ โชติธรรมโม นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ อดีต กสทช.และผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ Cofact Thailand นายวุฒิชัย พุ่มสงวน ศูนย์อัยการคุ้มครองสิทธิเด็ก เยาวชน และสถาบันครอบครัว

นายพีรวัฒน์ กล่าวว่า คิดว่ากรณีที่เกิดขึ้นล่าสุดคือ หลวงปู่แสง ญาณวโร แม้ว่าดูว่าเป็นวิกฤตศรัทธาสื่อมวลชนมาก แต่ตนอยากให้เป็นจุดเปลี่ยนคือจุดที่เราจะได้หยุดทบทวนและมองเหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ถอดบทเรียน แต่นำมาสู่การแก้ไขอย่างจริงจัง

ภาวะที่เกิดเวลานี้คือ การแข่งขันในอุตสาหกรรมสื่อ มีเหตุมีผลที่บอกว่า ทีวีดิจิทัลจะต้องแข่งขันกันตัวเลขค่านิยมหรือเรตติ้ง คือตัวกำหนดที่ทำให้องค์กรหรือกองบรรณาธิการของแต่ละสถานี จำเป็นต้องทำทุกวิถีทาง ที่จะทำให้รายการข่าวหรือสถานีมีเรตติ้ง เพื่อนำไปสู่การสร้างรายได้

ดังนั้นทุกครั้งที่มีเรื่องร้องเรียนเข้ามา ในองค์กรวิชาชีพ จะมีเสียงอีกมุมหนึ่งมาเสมอว่า มันเป็นสิ่งที่กองบรรณาธิการเจ็บปวด แต่เราจำเป็นเพราะว่า ต้องรักษาเรตติ้ง ไม่เช่นนั้นโอกาสในการสร้างรายได้จะได้รับผลกระทบ

นายพีรวัฒน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามการแข่งขัน เดินมาถึงจุดที่เรียกว่า คุณทำมากกว่านี้ เรตติ้งก็ไม่เพิ่มมากกว่านี้ กลุ่มคนดูในช่วงไพร์มไทม์มีอยู่ 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ติดตามเรื่องบันเทิงดูละคร เกมโชว์ กับกลุ่มที่สนใจเนื้อหาสาระของรายการข่าว วัดค่านิยมในช่วงนี้ประมาณ 20 ล้านคน เมื่อก่อนร้อยละ 80 ไปอยู่ที่รายการบันเทิง อีกร้อยละ 20 อยู่ที่รายการข่าว

การแข่งขันที่รุนแรงทำให้สื่อเสียจุดยืน

ปัจจุบันนี้รายการข่าวตีตื้นขึ้นมาในระดับที่เรียกว่า เกือบทำเรตติ้งไล่หรือชนะละครหลายเรื่อง แต่เท่าที่ผมศึกษามาล่าสุด ไม่ว่าเราจะผลักดันอย่างไร ไม่ว่าเราจะสร้างคอนเทนต์ขนาดไหน เราก็ไม่ทะลุเพดานเรตติ้งที่มีอยู่แล้ว

ดังนั้นเมื่อไม่ทะลุเพดานเรตติ้ง รายการทีวีที่เป็นรายการข่าวดัง ๆ ตนพบว่า มีพื้นที่อยู่ที่ประมาณ 1.5-1.7 พีคอยู่ที่ 2.8 ยกเว้นมีเหตุการณ์สด เช่น กรณีถ้ำหลวง จะทะลุถึง 3 กว่าได้

เมื่อหันมาดูรายได้ก็พบว่า รายได้บนราคาโฆษณาต่อนาที ก็ไม่สามารถเพิ่มรายได้ต่อนาทีได้มากกว่านี้ จึงทำให้บางสถานีต้องมีข่าวช่วงหนึ่ง ช่วงสอง เพื่อเพิ่มนาทีการขายให้มีรายได้มากขึ้น ดังนั้นภาพรวมยังมีโอกาสที่จะสามารถทบทวนได้ว่าการแข่งขันแบบนี้มันคุ้มค่า สร้างรายได้ มากเพียงพอที่จะเสียจุดยืนสื่อหรือไม่

เคสที่เกิดขึ้นกับหลวงปู่แสง เห็นได้ชัดว่า กระแสโซเชียลมีเดีย หรือกระแสสังคม มีความไม่ยอมรับชัดเจนเกิดขึ้น และเมื่อสูญเสียตรงนี้ มันทำให้เห็นภาพว่า ถ้ายังคงอยู่อย่างนี้ต่อไป โอกาสที่จะทำให้เกิดการแข่งขัน หรือสิ่งที่คิดว่าจะสร้างเรตติ้งและรายได้มีโอกาสที่จะกระทบกระเทือน

กรณีข่าว “หลวงปู่แสง” ถ้ามีมาตรฐานดีเรื่องแบบนี้ไม่เกิด

ตนอยากจะมองภาพรวมว่า กระบวนการทำงานของสื่อที่อยู่ภายใต้เชิงพาณิชย์น่าจะถึงเวลาที่ต้องทบทวน สิ่งที่เกิดขึ้นภาพที่เราเห็นเป็นแค่ปลายเหตุ การแข่งขันที่รุนแรงทำให้การบริหารจัดการกองบรรณาธิการ รายการข่าว เนื้อหา ขาดความละเอียดอ่อน ขาดความรัดกุม ขาดการตรวจสอบ จึงทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมา

เด็กคนเดียวไม่สามารถสร้างสิ่งเหล่านั้นได้ ถ้าเกิดเรามีมาตรฐานการควบคุมที่ดี สิ่งที่เกิดขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันของรายการ จึงบีบคั้นให้ผู้ที่ทำงานต้องทำทุกทาง เพื่อให้ได้มาซึ่งคอนเทนต์

นอกจากนั้นมาตรฐานของผู้สื่อข่าว ยังเป็นเรื่องของตัวตนในโซเชียลมีเดีย เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้การมีตัวตนต้องแสดงออกด้วยพฤติกรรมบางอย่าง เพราะคนที่ทำแบบนี้ได้รางวัล ได้รับการยอมรับและมีตัวตนในโซเชียลมีเดีย

นายพีรวัฒน์ กล่าวว่า ในทางกลับกันจะเห็นได้ว่า บวกกับลบอยู่ใกล้เคียงกันมาก เมื่อคุณพลาดมันลบแล้วก็ลงเหวทันที ถ้าเราทบทวนให้เห็นได้ว่า กระบวนการจัดการเนื้อหา กระบวนการสร้างตัวตนบนวิชาชีพสื่อ ใช้มาตรฐานปกติในการสร้างตัวตนบนโซเชียลมีเดียไม่ได้ ถึงเวลาที่ต้องมาคิดว่าเบ้าหลอม แม่พิมพ์ของคนที่จะทำให้คนที่จะก้าวเข้ามาสู่อาชีพผู้สื่อข่าว มองเห็นแล้วอยากเป็นตามนั้นเป็นรูปแบบไหน ทั้งนี้เราตั้งคำถามว่า จบที่ผู้สื่อข่าวแล้วจบจริงหรือไม่

สังคมกำลังตั้งคำถาม ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนักข่าว และทีมที่ไปกับหมอปลา สามารถมีอำนาจในการตัดสินใจทำข่าวได้จริงหรือ ในฐานะที่ตนเคยผู้บริหารกองบรรณาธิการหลายแห่ง เป็นขั้นตอนปกติมาก ที่ก่อนจะส่งผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ จะต้องมีการประชุมหารือกันว่าไปทำอะไร ข่าวอะไร ตัวละครเป็นใคร และมีประเด็นนี้จะเล่นแค่ไหน

กองบรรณาธิการปฏิเสธการรับรู้ไม่ได้ แต่ถ้าปฏิเสธว่าไม่รู้เลยว่า นักข่าวไปทำข่าวอะไร อันนี้หนักกว่ารู้ เพราะมีการเบิกรถ อุปกรณ์ เครื่องมืออะไรต่าง ๆ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ขออนุญาตต้นสังกัดก่อน

สิ่งที่กองบรรณาธิการหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือไม่รู้ว่านักข่าวไปทำอะไร แม้จะเป็นข่าว ว. 5 หรือลับขนาดไหน ที่สำคัญข่าว ว.5 เขาไม่ทำข่าวหมู่ แต่ต้องเป็นข่าวเดี่ยว และมีจรรยาบรรณสากลว่า ผู้สื่อข่าวไม่สามารถเป็นตัวละครในข่าว หรือจัดฉากขึ้นเองได้

และก่อนออกอากาศก็ต้องมีการกลั่นกรองด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ในเชิงการทำงานแนวสืบสวนสอบสวน ขาดการวางแผนในการทำงาน และการตรวจสอบอย่างชัดเจน ดังนั้นถ้ามีแผนในการทำงานที่ดี นักข่าวที่ต้องรับเคราะห์ต้องออกจากการทำงานก็จะไม่เกิดขึ้น

ถ้าเบ้าหลอมหรือแม่พิมพ์ดี เขาจะรู้เลยว่าเขาทำได้หรือไม่ได้แค่ไหน

เลี่ยงนำเสนอประเด็นการเมืองจึงไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า มีข่าวดีคือประเทศไทยถูกจัดอันดับเสรีภาพสื่อขึ้นมาเป็นอันดับที่ 115 ของโลก จากปีที่แล้วอยู่ในอันดับที่ 137 เวลาเราพูดถึงเรื่องจริยธรรมสื่อ หลายกรณีมันยึดโยงถึงเรื่องเสรีภาพ ถ้าเราใช้ตัวชี้วัดที่เป็นสากล สื่อไทยกลับอยู่ในจุดที่มีเสรีภาพน้อย และเหตุใดเสรีภาพสื่อจึงถูกวิจารณ์ว่า ละเมิดจริยธรรม

 

ซึ่งเวลาเราพูดถึงเสรีภาพ สื่อจะมองเป็นเรื่องในเชิงการเมือง หรือการแสดงความคิดเห็น ที่อาจมีข้อจำกัด จึงทำให้สื่อไปแสดงออกในเรื่องของการใช้เสรีภาพในประเด็นอื่น ๆ แทน จนอาจล้ำเส้นจริยธรรมไป โดยที่ไม่ต้องกังวลว่า จะถูกแรงบีบทางการเมืองหรือไม่

จุดหนึ่งที่เป็นปัญหามาตลอดและ กสทช. ต้องเข้าไปกำกับดูแลในอดีต ทางแก้จะทำอย่างไรให้เกิดดุลยภาพในการกำกับดูแล ให้เกิดประโยชน์กับผู้บริโภค ก็คือการประคับประคองไม่ให้ล้ำเส้น แต่ก็ไม่ให้ต่ำกว่าเส้น คือเส้นต่อความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเอาประโยชน์สาธารณะเป็นตัวตั้ง

การหลีกเลียงการการนำเสนอประเด็นทางการเมือง เช่น วัคซีน หรือการตรวจสอบภาครัฐ จนถูกฟ้องร้อง ทำให้สื่อต้องไปเสนอเรื่องที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เช่น กรณีบ้านกกกอก หรือกรณีหลวงปู่แสง ซึ่งเป็นจุดวิกฤตของสื่อไทยที่ถูกวิจารณ์

น.ส.สุภิญญา กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันการกำกับดูแลของ กสทช.ก็ถือว่ายังไม่ได้สมดุล ถ้าออกมาเตือน มีบทลงโทษในการละเมิดสิทธิเด็ก หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ไม่ปล่อยจนทำให้สื่อทำตามกันไป จนเกิดกระแสตีกลับในครั้งนี้ จึงเป็นจุดที่เราต้องช่วยกันวางเส้นใหม่ที่ทั้งสื่อและ กสทช.ต้องร่วมมือกัน

กรณีหลวงปู่แสง เราจะเห็นว่า พลังของผู้บริโภคคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ในการแทรกแซงสื่อให้อยู่หมัด จนเป็นครั้งแรกที่เห็นองค์กรสื่อ ออกมาแสดงความรับผิดชอบกันมากขนาดนี้ จึงน่าจะเป็นจุดที่ดีในการแปรวิกฤตให้เป็นโอกาส ในการหาจุดสมดุลร่วมกัน โดยยึดประโยชน์สาธารณะเป็นตัวตั้ง

นายวุฒิชัย กล่าวว่า มาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญ กำหนดไว้ว่าผู้ที่ประกอบอาชีพสื่อมวลชนมีกรอบปฏิบัติในเรื่องจริยธรรม แสดงให้เห็นว่า สื่อมวลชนเป็นอาชีพที่ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างสูง มีบทบาทในการชี้นำสังคม

ผมไม่ได้เจาะจงกรณีเคสหมอปลา แต่เวลาที่เราไปทำข่าว ไม่ว่าจะเข้าไปในบ้านร้าง หรือรายการผีต่าง ๆ มีข้อกฎหมายในเรื่องการบุกรุกเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเข้าไปโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต การไปทำข่าวจึงต้องดูว่า เจ้าของสถานที่เขาอนุญาตหรือไม่

นอกจากนั้นข้อกฎหมายที่นักข่าวมักเจอคือ การดูหมิ่นซึ่งหน้า หมิ่นประมาท ดูหมิ่นศาล ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน มาตรา 112 ที่ต้องระวังอีกมาตราที่เข้ามาใหม่ คือ มาตรา 366/4 ดูหมิ่นเหยียดหยามศพ เป็นต้น เป็นสิ่งที่ผู้สื่อข่าวต้องระมัดระวังในการทำงาน

 

นอกจากนั้นตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ดูหมิ่นสมเด็จพระสังฆราช ดูหมิ่นคณะสงฆ์ ความผิดเกี่ยวกับการศาสนา เป็นสิ่งที่สื่อต้องระมัดระวังในการทำหน้าที่

สื่อมืออาชีพคือสื่อที่รับผิดชอบต่อสังคม ถ้าเมื่อไรคุณรับผิดชอบต่อสังคม ถึงคุณจะมีมือถือเครื่องเดียวคุณก็คือสื่อมืออาชีพ

ส่วนนักข่าวที่ถูกให้ออกจากสังกัดสามารถอุทธรณ์ได้หรือไม่นั้น นายวุฒิชัยกล่าวว่า กรณีนายจ้างและลูกจ้างในบริษัทเอกชน เราสามารถไปฟ้องที่ศาลแรงงานกลางได้ โดยไม่ได้ต้องทนาย และมีนิติกรคอยช่วยให้คำปรึกษาได้ ว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่

ส่วนการอุทธรณ์นั้นหมายถึงการทำงานในหน่วยงานภาครัฐมากกว่า ขณะที่การโต้แย้งคำสั่งภายในองค์กรได้หรือไม่นั้นก็แล้วแต่เป็นเรื่องภายในขององค์กรที่สังกัดว่าสามารถทำได้หรือไม่

กลับขึ้นด้านบน