"จักกพันธุ์" ห้ามเทศกิจ พัวพันส่วย-รับผลประโยชน์ทุกทาง

"จักกพันธุ์" ห้ามเทศกิจ พัวพันส่วย-รับผลประโยชน์ทุกทาง

"จักกพันธุ์" ห้ามเทศกิจ พัวพันส่วย-รับผลประโยชน์ทุกทาง

รูปข่าว : "จักกพันธุ์" ห้ามเทศกิจ พัวพันส่วย-รับผลประโยชน์ทุกทาง

"จักกพันธุ์" ประกาศเข้มกลางวงหัวหน้าหน่วยเทศกิจ 50 เขต กทม. ห้ามพัวพันส่วย-รับผลประโยชน์ทุกทาง ระบุหากถูกร้องเรียนเรื่องส่วยจะจากนี้ไปเรื่องร้องเรียนการทำงานเทศกิจ ให้ส่งถึง รองผู้ว่าฯ กทม. เพื่อตั้ง คกก.สอบร่วม ไม่ให้จบที่เขตเหมือนที่ผ่านมา

วันนี้ (13 มิ.ย.2565) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ มีการประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสำนักเทศกิจ และหัวหน้าฝ่ายเทศกิจ สำนักงานเขต ครั้งที่ 6/2565 มีนายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าฯ กทม.เป็นประธาน เพื่อมอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงานแก่เจ้าหน้าที่เทศกิจ โดยมีนายชาตรี วัฒนเขจร รองปลัดกรุงเทพมหานคร น.ส.ธนพร แดงจิ๋ว ผู้ช่วยปลัดกรุงเทพมหานคร นายศุภกฤต บุญขันธ์ ผู้อำนวยการสำนักเทศกิจ ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสำนักเทศกิจ และหัวหน้าฝ่ายเทศกิจ 50 สำนักงานเขต ร่วมประชุม ที่ ห้องประชุมกรุงธน 3 สำนักเทศกิจ เขตธนบุรี

 

ช่วงเริ่มต้นของการประชุมตั้งแต่นาทีแรก ในนายจักรพันธุ์ พูดในวงประชุมถึงปัญหาเจ้าหน้าที่รับส่วย จากที่มีผู้ร้องเรียน โดยขอให้เจ้าหน้าที่เทศกิจ ที่มีกันกว่า 3,000 คน ทั้ง 50 เขตในกรุงเทพฯ ทำงานอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และไม่ให้มีเรื่องส่วย หรือ การเรียกรับผลประโยชน์ การใช้หน้าที่โดยมิชอบ หรือ ใช้ช่องว่างทางกฎหมายไปหาทางรับผลประโยชน์กับประชาชน

 

นายจักรพันธุ์ ย้ำว่า ตัวเองเคยเป็นรอง ผอ.สำนักเทศกิจมาก่อนเหมือนกัน ซึ่งการประชุมวันนี้ ถามว่า อยากพูดเรื่องอะไร ก็มีเรื่องเดียวจริง ๆ ที่อยากฝากชาวเทศกิจทุกคน คือ เรื่องการทำงานที่ตรงไปตรงมา โปร่งใส ชัดเจนเพราะเรื่องนี้เป็นปัญหามาตลอด

รวมถึงช่วงที่รับตำแหน่งเป็นรองผู้ว่าฯ กทม.ได้เพียงวันเดียว ก็มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาให้ได้นั่งอ่าน 2 - 3 เรื่อง ก็ได้อ่านด้วยความไม่สบายใจ เพราะจริง ๆ แล้ว เหมือนกับมีเจ้าหน้าที่บางคน พยายามใช้กฎหมายให้เกิดประโยชน์ เรียกค่าตอบแทน ทรัพย์สิน เงินทอง

 

เจ้าหน้าที่ก็ถูกร้องเรียนซึ่งกรณีร้องเรียนมาแล้ว ที่ผ่านมามีการส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่ต้นสังกัด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสำนักงานเขตและอีกเหมือนกัน ในช่วง 3 - 4 วันที่ลงนามหนังสือมา ปรากฏว่า ยุติเรื่องหมด จะรับทราบอย่างเดียวหรือ

นายจักกพันธุ์ กล่าวด้วยว่า วันนี้ขอพูดเรื่องเครียดหน่อย แต่อันนี้เป็นจุดอ่อนของพวกเรา ขอเรียนว่า จะเป็นทรัพย์สินเงินทองที่บางคนรับไป ซึ่งอดีตเคยถูกไล่ออกก็มี แต่คิดว่ามีจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับฝ่ายอื่นเขาแต่เวลาพวกเรามีเรื่องพวกนี้ มันเป็นข่าวมาก เป็นภาพลบ และ คนดี ๆ หลายคนไม่อยากได้ยินเรื่องนี้

ผมหารือกับท่านรองปลัด และ ผอ.สำนักเทศกิจแล้วว่า ต่อไปนี้ มีเรื่องร้องเรียน ผมจะไม่ให้สำนักงานเขตเป็นคนสอบข้อเท็จจริง ทุกเรื่องจะต้องผ่านผม และผมจะให้สำนักเทศกิจกับผู้ตรวจราชการฯ ลงไปสอบข้อเท็จจริงก่อน ส่วนผลการสอบฯ จะเป็นอย่างไร ให้เข้ากระบวนการตามวินัยข้าราชการต่อไป

ช่วงหนึ่งนายจักกพันธุ์ ยังระบุด้วยว่า พวกเราต้องเข้าใจว่า เครื่องแบบที่พวกเราแต่งเวลาอยู่ในชุมชนหรือที่สาธารณะ มันเด่นชัด สีของท่าน คนจะหันหลังมองเลยว่า ท่านเป็นใคร มาจากไหน กำลังทำอะไรอยู่

เวลาทำอะไร คิดให้ดี เพราะ ผลที่เกิดขึ้นไม่ใช่เกิดขึ้นแค่ตัวท่านเท่านั้น มันกระทบหมดทุกคน รวมถึงตัวผมเองด้วยที่ในฐานะขณะนี้ ต้องมาดูแลสำนักเทศกิจ และในอนาคตยังมีเรื่องอีกหลายเรื่องที่เราจะต้องคุยร่วมกัน เพื่อแก้ไขปัญหาในสิ่งที่เกิดขึ้น

ประเด็นสำคัญก็คือว่า ถ้าในระดับเขต หัวหน้าฝ่าย ที่ปฎิบัติหน้าที่ตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ ตรงไปตรงมา ไม่ใช้จุดอ่อนของกฎหมาย ไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร มั่นใจว่า 80% เรื่องต่างๆ ที่เขาต่อว่าเรา พูดถึงเราในทางที่ลบ มันจะหายไป

แต่ถ้าเมื่อไร ผู้บริหารระดับพวกเรา ที่สำนัก ระดับนายจักกพันธุ์ หรือ หัวหน้าฝ่ายตามเขตทำในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร หรือ ไม่สนใจในสิ่งที่ประชาชนแจ้งมาเกี่ยวกับเรื่องความไม่ถูกต้อง มันจะกระทบไปหมดในองค์กรของเรา ในหน่วยงานของเรา ในสำนักงานเขตของเรา เพราะฉะนั้นขอฝากเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวจริงๆ

 

เราคงไม่ได้ทำงานเหมือนกับว่าเปิดศักราชใหม่ แต่เรากำลังทำงานต่อจากของเก่าที่ทำอยู่ ซึ่งไม่ได้บอกว่าของเก่าที่ทำอยู่เป็นสิ่งที่ผิดหมด แต่ขอร้องว่า อย่าพยายามทำสิ่งที่มันถูกให้มันผิดเพื่อผลประโยชน์ มันไม่มากมายอะไร ในส่วนของเรื่องนี้ เป็นเรื่องหลักสำคัญของฝ่ายเทศกิจ ของเจ้าหน้าที่เทศกิจกรุงเทพมหานคร ผมมั่นใจว่า ยังมีประชาชนอีกหลายคนสนใจพวกเราอยู่

ในอดีต ถ้ากรณีเป็นเรื่องของเขต ก็ยอมรับว่า เขตมีการตรวจสอบกันเอง แล้วสุดท้าย อาจมีการยุติเรื่อง แต่หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีเรื่องร้องเรียนลักษณะเดียวกันเข้ามาใหม่ แล้วเมื่ออ่านดูแล้วปรากฏว่า เป็นเรื่องเดียวกัน

ฉะนั้น ทุกเรื่องต่อไปนี้ที่ส่งเข้ามา ถ้าเกี่ยวกับส่วยจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนัก , ผู้ตรวจราชการกรุงเทพมหานคร ตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นก่อน ให้รู้ว่าที่มาที่ไปของเรื่องนั้น มีข้อเท็จจริงไหมและเข้าสู่กระบวนการ ถ้าสอบพบว่าเรื่องนั้นมีมูล

รองผู้ว่าฯ กทม.ได้กำชับว่าคนจำนวนมาก อาจไม่สามารถควบคุมได้ทั่วถึง แต่ระดับผู้บริหารสำนักงานเขต หัวหน้าฝ่าย ต้องเป็นบุคคลที่ดูแลเทศกิจของฝ่าย เป็นบุคคลหลัก กำชับว่า ถ้าหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติตามแนวทางที่เราได้ทำตามกฎหมาย คิดว่าเรื่องแบบนี้ จะลดน้อยลง  

 

 

กลับขึ้นด้านบน