รบ.เตรียมส่งดาวเทียมสำรวจโลกดวงแรกของไทยขึ้นสู่อวกาศ ต้นปีหน้า

รบ.เตรียมส่งดาวเทียมสำรวจโลกดวงแรกของไทยขึ้นสู่อวกาศ ต้นปีหน้า

รบ.เตรียมส่งดาวเทียมสำรวจโลกดวงแรกของไทยขึ้นสู่อวกาศ ต้นปีหน้า

รูปข่าว : รบ.เตรียมส่งดาวเทียมสำรวจโลกดวงแรกของไทยขึ้นสู่อวกาศ ต้นปีหน้า

รัฐบาลขับเคลื่อนกิจการอวกาศ เตรียมส่งดาวเทียมสำรวจโลกดวงแรกของไทยขึ้นสู่อวกาศต้นปีหน้า

วันนี้ (23 มิ.ย.2565) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ขับเคลื่อนการลทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยและประชาชนทุกกลุ่มใช้ประโยชน์จากดิจิทัลได้อย่างสูงสุด

ความคืบหน้าล่าสุด การพัฒนาดาวเทียมเล็ก “THEOS-2” ตามนโยบายของรัฐบาล ที่พัฒนาโดยวิศวกรดาวเทียมชาวไทยกว่า 20 คน จากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างดาวเทียมจากประเทศอังกฤษ เป็นเวลากว่า 2 ปี ได้เดินทางถึงประเทศไทยแล้ว

ขณะนี้ อยู่ระหว่างทดสอบระบบดาวเทียม ณ ศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียม อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ก่อนส่งขึ้นสู่อวกาศในต้นปี 2566

สำหรับ ดาวเทียมเล็ก “THEOS-2” เป็นดาวเทียมสำรวจโลกดวงแรกของไทย มีน้ำหนัก 100 กก.พร้อมด้วยระบบเซนเซอร์และกล้องถ่ายภาพ ประกอบด้วย กล้องถ่ายภาพโลก กล้องถ่ายภาพดาวเทียม อุปกรณ์วัดสนามแม่เหล็กโลก อุปกรณ์วัดการเคลื่อนไหว อุปกรณ์วัดความเข้มของแสงอาทิตย์ และอุปกรณ์จีพีเอส

ทั้งนี้ สามารถบันทึกภาพที่มีรายละเอียดประมาณ 1 เมตร ต่อ pixel เมื่อส่งขึ้นสู่อวกาศแล้ว จะโคจรรอบโลกวันละ 13 - 14 รอบ และผ่านประเทศไทย 3 - 4 รอบต่อวัน ถือเป็นความก้าวหน้าด้านพัฒนากิจการอวกาศของไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) บริษัทอุตสาหกรรมการบิน จำกัด (TAI) สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย (TSC) และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจว่าด้วยการสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาทดสอบชิ้นส่วนอากาศยาน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาขีดความสามารถที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการบินและอวกาศของประเทศไทย

มีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี ภายใต้กรอบความร่วมมือของพันธมิตรทั้ง 4 หน่วยงาน สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติในการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศเพื่อการพึ่งพาตนเอง ลดการนำเข้า และเพิ่มความสามารถการแข่งขันในตลาด โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (S-Curve 7) และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (S-Curve 11)

น.ส.รัชดา กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งมั่นผลักดันส่งเสริมการสร้าง และการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน บริภัณฑ์ภาคพื้น และอุปกรณ์สนับสนุนการซ่อมบำรุงอากาศยาน เพื่อสนับสนุนการซ่อมบำรุงอากาศยานพร้อมกับการสนับสนุนจากห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานในการทดสอบชิ้นงาน และให้การรับรองคุณภาพความปลอดภัยในการใช้งานตามมาตรฐาน AS9100D ทำให้ผู้ใช้งานมีความเชื่อมั่นในคุณภาพ และความปลอดภัยในชิ้นส่วนอากาศยานที่ผลิตภายในประเทศ รวมทั้ง กระตุ้นความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการประกอบธุรกิจด้านการบินและอวกาศ

กลับขึ้นด้านบน