กมธ.ห้ามผู้พ้นโทษคดียาเสพติดไม่ถึง 3 ปี ทำธุรกิจกัญชา-กัญชง

กมธ.ห้ามผู้พ้นโทษคดียาเสพติดไม่ถึง 3 ปี ทำธุรกิจกัญชา-กัญชง

กมธ.ห้ามผู้พ้นโทษคดียาเสพติดไม่ถึง 3 ปี ทำธุรกิจกัญชา-กัญชง

รูปข่าว : กมธ.ห้ามผู้พ้นโทษคดียาเสพติดไม่ถึง 3 ปี ทำธุรกิจกัญชา-กัญชง

กมธ.กัญชา กัญชง กำหนดห้ามผู้เคยต้องโทษจำคุกคดียาเสพติด เข้าขออนุญาตจดแจ้ง ทำธุรกิจกัญชา กัญชง เว้นบทเฉพาะกาลยกเว้นให้ผู้ต้องโทษในอดีตที่พ้นโทษมาแล้ว 3 ปี ได้มีโอกาสกลับตัว

วันนี้ (24 มิ.ย.2565) นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง แถลงว่า กรรมาธิการได้พิจารณามาตราสำคัญ ที่กำหนดคุณสมบัติผู้ขออนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจกัญชา อาจจะครอบคลุมการอนุญาตในการจำหน่าย ผลิตนำเข้า-ส่งออก ซึ่งบุคคลธรรมดามีคุณสมบัติที่ง่ายในการเข้าถึง

ได้แก่ เป็นผู้ที่มีสัญชาติไทย มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย อายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต ไร้ความสามารถ หรือ คนเสมือนไร้ความสามารถ ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ไม่เป็นผู้ละเมิดกฎหมายกัญชา กัญชง ไม่เป็นผู้ที่อยู่ระหว่างการพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตก็ยังไม่ครบกำหนด ที่ออกโดยตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ

รวมถึงต้องกำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะทำธุรกิจกัญชาในฐานะบุคคลธรรมดา คือ ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกในเรื่องความผิดที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ยกเว้นที่จะมีบทเฉพาะกาลกำหนดความผิดที่เกี่ยวข้องกับกัญชา และกัญชง กระท่อมในอดีต แต่ก็มีกระบวนการเปิดช่องให้กับผู้ที่เคยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือกระทำความผิดเหล่านี้ได้กลับมาเป็นพลเมืองดีหากมีการพ้นโทษไปแล้ว 3 ปี

สำหรับนิติบุคคล มีลักษณะเดียวกับบุคคลธรรมดา และผู้แทนของนิติบุคคลนั้น ต้องเป็นคนไทย มีสัญชาติไทย และกรรมการนิติบุคคลหรือผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 2 ใน 3 ต้องเป็นสัญชาติไทย และมีสำนักงานอยู่ในประเทศไทย ส่วนวิสาหกิจที่ไม่ได้เป็นนิติบุคคล สามารถขออนุญาตได้ รวมถึงหน่วยงานของรัฐก็สามารถขออนุญาตได้

การประกาศคุณสมบัติในวันนี้ แสดงให้เห็นว่ากรรมาธิการต้องการกำหนดคุณสมบัติเพื่อป้องกันการกีดกันการเข้าถึงการทำธุรกิจกัญชาของประชาชนผู้สุจริต ยืนยันไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนกลุ่มใด หรือกลุ่มการเมืองกลุ่มใด

นายปานเทพกล่าวว่า กรรมาธิการห่วงใยเยาวชนในการเข้าถึงกัญชา-กัญชง ซึ่งจะนำมาประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พร้อมขอสื่อมวลชนตรวจสอบการนำเสนอข่าวที่เกี่ยวกับผลกระทบกัญชา กัญชง ต่อประชาชน ซึ่งจะต้องอยู่บนฐานข้อมูลข้อเท็จจริง เช่น กรณีมีผู้เสียชีวิตซึ่งควรจะถามถึงสาเหตุว่ามาจากการใช้กัญชาหรือไม่

รวมถึง การใช้ช่องว่างช่วงสุญญากาศที่ยังไม่มีกฎหมายกล่าวโทษกัญชาทั้งที่มีการเสพยาชนิดอื่น หรือแม้จะมีการใช้กัญชาแต่ก็มีการใช้ยาชนิดอื่นประกอบกัน ซึ่งอาจทำให้การแปลผลเกิดขึ้นและส่งผลต่อการนำเสนอข่าวที่ถูกบิดเบือนจากข้อเท็จจริง

นายปานเทพยังกล่าวว่า ในวันนี้กรรมาธิการเชิญผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศมาแลกเปลี่ยนความเห็น และชี้แนะเกี่ยวกับมาตรการดูแลกัญชาของแต่ละประเทศ ที่จะต้องมีการชี้แจงคณะกรรมการกัญชาระหว่างประเทศ หรือ คณะกรรมการควบคุมยาเสพติดระหว่างประเทศ ภายใต้อนุสัญญาเดี่ยว ว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ค.ศ.1961 ถึงวิธีการปฏิบัติของไทยในการดูแลเรื่องปัญหายาเสพติดในประเทศและมาตรการในการปลดล็อกกัญชา

พร้อมย้ำว่า ไทยใช้รูปแบบของต่างประเทศในการปลดล็อกกัญชาอย่างเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ซึ่งมีการแพทย์แผนไทยและอาหารไทย วัฒนธรรม 

ขณะเดียวกันในบริบทช่วงเปลี่ยนผ่านที่มีสุญญากาศของกฎหมาย ที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะเข้าข่ายการละเมิดอนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ กรรมาธิการได้หยิบยกช่วงปี 2562 ประเทศไทยมีช่วงสุญญากาศในการขึ้นทะเบียนนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่ใช้กัญชาใต้ดินมาแล้ว โดยมั่นใจว่าสามารถเปลี่ยนผ่านได้อย่างเรียบร้อยไม่เกิดปัญหาแต่อย่างใด

กลับขึ้นด้านบน