"หมอนิธิพัฒน์" เตือนโควิดเริ่มตึงมือ ชี้ตัวเลขจริงติดวันละหลักหมื่น

"หมอนิธิพัฒน์" เตือนโควิดเริ่มตึงมือ ชี้ตัวเลขจริงติดวันละหลักหมื่น

"หมอนิธิพัฒน์" เตือนโควิดเริ่มตึงมือ ชี้ตัวเลขจริงติดวันละหลักหมื่น

รูปข่าว : "หมอนิธิพัฒน์" เตือนโควิดเริ่มตึงมือ ชี้ตัวเลขจริงติดวันละหลักหมื่น

รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล เตือนสถานการณ์ COVID-19 เริ่มตึงมือ ชี้ตัวเลขจริงติดเชื้อวันละ 50,000 คน หากไม่เร่งคุมการระบาดอาจเห็นคนป่วยตกค้างในชุมชนและจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น ย้ำอย่าเพิ่งรีบถอดหน้ากากอนามัย

วันนี้ (5 ก.ค.2565) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รายงานยอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่ 1,995 คน และตรวจ ATK พบติดเชื้ออีก 1,611 คน เสียชีวิต 18 คน ผู้ป่วยปอดอักเสบ 677 คน ใส่ท่อช่วยหายใจ 293 คน

 

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 4 ก.ค.2565 รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับสถานการณ์ COVID-19 ว่า

"ต้องขอออกมาเตือนกันให้ดัง ๆ ว่า สถานการณ์ COVID-19 ขณะนี้เขม็งเกลียวขึ้นมาใหม่ ทุกคนและทุกฝ่ายต้องช่วยกันประคองภาพรวมไม่ให้กลับไปทรุดหนักอีกรอบ แล้วรอลุ้นให้เกิดการปรับฐานโรคซาลงเองในช่วงอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อจะได้ร่วมเดินหน้าผลักดันประเทศที่กะปลกกะเปลี้ยกันต่อไป

สถานการณ์ที่บ้านริมน้ำเริ่มตึงมือมากว่าสัปดาห์แล้ว จำนวนผู้ป่วย COVID-19 ที่จำเป็นต้องรับเข้าโรงพยาบาลเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งส่วนน้อยที่ป่วยจาก COVID-19 โดยตรง และส่วนใหญ่ที่ป่วยจากโรคอื่นแต่มีการติดเชื้อร่วมด้วย จนทำให้บุคลากรด่านหน้าที่กันไว้จำนวนหนึ่งสำหรับงาน COVID-19 ต้องกลับมาทำงานกันหนักขึ้นจากเดิมกว่าเท่าตัว และต้องวิ่งวุ่นหมุนเตียงกันมือระวิง เพื่อลดจำนวนคนไข้ที่ตกค้างรอรับไว้ในโรงพยาบาล

สภาพเช่นนี้กำลังเกิดขึ้นกับโรงพยาบาลใหญ่อีกหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด สวนทางกับตัวเลขรายวันที่แจ้งว่ายังมีเตียงรองรับผู้ป่วยโควิดเหลืออีกมาก ตัวเลขที่ว่านั้นเป็นแค่กรอบจำนวนเตียงที่จะขยายขึ้นได้ภายใต้เงื่อนไข แต่ที่มีใช้งานอยู่จริงตอนนี้เริ่มร่อยหรอเต็มที ส่วนกรอบที่จะขยายได้ก็ถูกนำไปใช้กับผู้ป่วยอื่นที่ไม่ใช่ COVID-19 จนเกือบไม่เหลือหรอแล้ว

จากข้อมูลที่รับทราบมา ตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยจริงเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน น่าจะอยู่ที่ราววันละ 50,000 คน ต่างกับตัวเลขรายวันที่เราเห็นกันในรายงาน แถมยังมีปรากฏการณ์ยอดตกช่วงต้นสัปดาห์ ซึ่งเป็นผลจากระบบการตรวจหาเชื้อและรายงานผลช่วงวันหยุด ส่วนตัวเลขผู้ป่วยอาการรุนแรงที่เพิ่มขึ้นจาก 600 แล้วมาหยุดแถวก่อน 700 ก็เป็นผลจากระบบการรายงานที่จะมียอดวิ่งเข้ามาเป็นก้อน ๆ ไม่ได้สม่ำเสมอในทุกวัน

วันสุดท้ายของระบบการเบิกจ่ายเงินค่าตรวจรักษาโรค COVID-19 ในรูปแบบเดิม เพื่อเปลี่ยนผ่านเข้าสู่รูปแบบปกติของระบบสุขภาพพื้นฐาน เรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น ที่ได้เตรียมการรองรับกันไว้มานานก่อนหน้าแล้ว

เมื่อประกอบกับสถานการณ์การระบาดที่กลับปะทุขึ้นใหม่ แม้จะยังไม่แรงถึงครึ่งหนึ่งของช่วงพีคโอมิครอนครั้งก่อน แต่ต้นทุนประเทศในการดูดซับปัญหาเราร่อยหรอยอบแยบเต็มที ทั้งด้านงบประมาณและด้านบุคลากร หากไม่ออกแรงฮึดช่วยกันชะลอควบคุมการระบาดให้อยู่มือ อาจเห็นมีผู้ป่วยอาการรุนแรงตกค้างในชุมชนและจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น แล้วคงหลีกเลี่ยงดรามาครั้งใหม่ไม่พ้นแน่

ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องบอกความจริง และออกมาเตือนให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือ ไม่ใช่คอยแต่ให้ท้ายเพื่อปลดหน้ากากหรือเพิ่มกิจกรรมทางสังคมที่เสี่ยงแต่เพียงด้านเดียว #โควิดยังไม่หมดอย่ารีบปลดหน้ากาก"

 

กลับขึ้นด้านบน