"ชัชชาติ" เผย 2 แนวคิดเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว

"ชัชชาติ" เผย 2 แนวคิดเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว

"ชัชชาติ" เผย 2 แนวคิดเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว

รูปข่าว : "ชัชชาติ" เผย 2 แนวคิดเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว

"ชัชชาติ" เผย 2 แนวคิดเก็บค่าเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสส่วนต่อขยาย ระยะที่ 2 ระบุ สภากรุงเทพฯเตรียมตั้งตัวแทนเข้ามาร่วมพิจารณาความเหมาะสม

วันนี้(15ส.ค.65) ช่วงเช้าที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ออกวิ่ง City Run จึงแวะเยี่ยมในห้องส่งรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ตามคำเชิญชวนของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ในการพูดคุยผู้ว่าฯ กทม.พร้อมกันนี้ยังได้กล่าวถึงการเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสส่วนต่อขยาย ระยะที่ 2  แบริ่ง-สมุทรปราการ และหมอชิต-คูคต ที่กำหนดจะเริ่มเก็บค่าโดยสารในเดือน ก.ย.นี้ว่า 

ปัจจุบันยังไม่ได้เก็บค่าโดยสาร แต่ไม่ได้เป็นการวิ่งฟรี เนื่องจาก กทม.ต้องเสียค่าใช้จ่ายจ้างเอกชนมาเดินรถปีละประมาณ 5,900 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่มาจากภาษีของคนกรุงเทพฯ ทั้งหมดอาจไม่ยุติธรรมสำหรับคนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้ใช้บริการ

นอกจากนี้ยังกระทบต่อส่วนอื่น ๆ เช่น มอเตอร์ไซค์วินที่ให้บริการด้านล่างตลอดแนวรถไฟฟ้าซึ่งขาดรายได้ เนื่องจากส่วนต่อขยายด้านบนวิ่งฟรีตลอดแนว

จึงถึงเวลาที่จะต้องมีการเก็บค่าโดยสารต่อขยายระยะที่ 2 ซึ่งมี 2 แนวคิด แบบแรกคือ เก็บ 15 บาท เฉพาะส่วนต่อขยาย หรือ อีกแบบคือคิดตามระยะทาง สูตร 14+2X และเมื่อเข้ามาในระบบที่เรียกว่าไข่แดง ก็จะเสียในอัตราของในเมือง

ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวด้วยว่า ขณะนี้สภากรุงเทพมหานครกำลังจะตั้งตัวแทนเข้ามาร่วมพิจารณาความเหมาะสม เพราะแม้ว่า กทม.จะเก็บค่าโดยสารแล้วก็ยังไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายให้เอกชนเดินรถน่าจะเก็บได้ประมาณ 1,500 - 2,000 ล้านบาท

จึงต้องถามทางสภากรุงเทพมหานครเกี่ยวกับส่วนต่างที่ยังขาด เพราะสุดท้ายแล้วสภาจะต้องเป็นผู้อนุมัติงบประมาณเพื่อไปจ่ายเงินส่วนต่างนี้ เช่นเดียวกับส่วนต่อขยายระยะที่ 1 ที่ กทม.ยังต้องใช้งบประมาณจ่ายส่วนต่างอยู่ ผ่านมาหลายปีแล้วที่ไม่ได้เก็บค่าโดยสาร

หากไม่ได้ดำเนินการต่อไป กทม.ก็จะขาดทุนอยู่เรื่อย ๆ แต่จะต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนโดยจากการหารือกับสภาองค์กรผู้บริโภคก็เห็นด้วยส่วนหนึ่งและจะต้องพูดคุยกันในรายละเอียดต่อไป

นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ กทม. ยังได้กล่าวถึงกรณีที่ได้กลิ่นกัญชาขณะวิ่งผ่านสถานบันเทิง ย่านข้าวสารในช่วงเช้าตรู่ และพบเห็นการตั้งวางขายแสดงสรรพคุณชัดเจนอยู่ทั่วไป โดยส่วนตัวไม่ได้มีปัญหาเรื่องกลิ่นกัญชา แต่กังวลเรื่องเยาวชนจะเข้าถึงกัญชาได้ง่ายเกินไป พ่อแม่ผู้ปกครองจึงต้องรับรู้ถึงสถานการณ์ในขณะนี้และช่วยกันเฝ้าระวัง

กลับขึ้นด้านบน