แกะรอยรถกระบะ "คาร์บอมบ์" จากกล้องวงจรปิด พบพื้นที่ต้องสงสัยประกอบระเบิด

แกะรอยรถกระบะ "คาร์บอมบ์" จากกล้องวงจรปิด พบพื้นที่ต้องสงสัยประกอบระเบิด

แกะรอยรถกระบะ "คาร์บอมบ์" จากกล้องวงจรปิด พบพื้นที่ต้องสงสัยประกอบระเบิด

รูปข่าว : แกะรอยรถกระบะ "คาร์บอมบ์" จากกล้องวงจรปิด พบพื้นที่ต้องสงสัยประกอบระเบิด

แกะรอยรถกระบะ เจ้าหน้าที่แกะรอยกล้องวงจรปิดเพื่อตรวจสอบเส้นทางที่รถกระบะมาสด้าที่ใช้ก่อเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัลสมุย อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2558 และได้ข้อสันนิษฐานถึงจุดที่คาดว่าผู้ก่อเหตุนำรถกระบะคันนี้ไปดัดแปลงหรือประกอบระเบิด

จากยะลาถึงจุดคาร์บอมบ์ เกาะสมุย
จากการวิเคราะห์ภาพวงจรปิดที่จับภาพรถกระบะคันดังกล่าวตั้งแต่วิ่งออกจาก จ.ยะลา จนถึง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี พบว่าในวันที่ 9 เม.ย.2558 รถยนต์กระบะคันดังกล่าว ซึ่งถูกปล้นมาจาก อ.ยะหา จ.ยะลา ถูกขับมาและจับภาพได้ครั้งแรกบริเวณสี่แยกพระพุทธ อ.เทพา จ.สงขลา ในเวลา 14.45 น. หลังจากนั้นพบรถยนต์อีกครั้งที่บริเวณหอนาฬิกา อ.จะนะ จ.สงขลา และรถยนต์คันนี้ก็พยายามขับหลบด่านตรวจควนมีด ซึ่งเป็นด่านตรวจใหญ่ โดยใช้เส้นทางสายรองที่บ้านป่าพลู ก่อนที่จะมาปรากฏอีกครั้งที่บริเวณห้าแยกน้ำกระจาย หน้าตลาดสิงหนคร สี่แยกม่วงงาม และสี่แยกรับแพรกอำเภอระโนด ในเวลา 17.28 น.

หลังจากนั้น กล้องวงจรปิดจับภาพรถยนต์คันนี้ได้อีกครั้งเมื่อวิ่งผ่านกล้องวงจรปิดหน้าสถานีตำรวจภูธรการะเกด อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ในเวลา 01.05 น. ทั้งที่ระยะทางระหว่างทั้งสองจุดห่างกันแค่ประมาณ 30 กว่า กิโลเมตร แต่รถคันนี้กลับหายไประหว่างทางถึง 6 ชั่วโมง ทำให้เจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตว่าพื้นที่รอยต่ออาจถูกใช้เป็นสถานที่ดัดแปลงหรือต่อเติมชิ้นส่วนประกอบระเบิด ซึ่งเป็นเหตุให้รถกระบะคันดังกล่าวหายไปนานหลายชั่วโมง

จากการตรวจสอบภาพวงจรปิด ณ จุดเกิดเหตุบริเวณลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัลสมุยพบว่า ผู้ก่อเหตุเลือกจอดรถในมุมอับและพลางตัวปะปนมากับผู้มาใช้บริการ ทำให้การตรวจสอบทำได้ยาก และยังพบว่ามีการนำรถมาจอดหน้าห้างประมาณ 30 นาที คล้ายรอให้มีการเคลียร์พื้นที่ก่อนนำรถมาจอดจึงมีการตั้งข้อสันนิษฐานว่าอาจมีคนรู้เห็นอยู่ภายในห้าง
 
การประชุมร่วมของเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีวันนี้ (16 เม.ย.2558) มุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบประวัติของกลุ่มก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เคลื่อนไหวในจังหวัดยะลา โดยเฉพาะกลุ่มของนายอาบะห์ เจ๊ะอาลี ชาว อ.กรงปินัง จ.ยะลา ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับในคดีความมั่นคงหลายคดี โดยเฉพาะเหตุลอบวางระเบิดในรถยนต์หน้าโรงแรมฮอลิเดย์ ฮิลล์ ใน อ.เบตง จ.ยะลา เมื่อวันที่ 25 ก.ค.2557 และเหตุระเบิดรถยนต์ของนายอิศรา ทองธวัช รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา วันที่ 5 เม.ย.2556

ในวันพรุ่งนี้ (17 เม.ย.2558) เจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัย 3 คน ที่อยู่ในการควบคุมตัวของทหารจะครบกำหนดอำนาจในการควบคุมตัว 7 วัน ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่จะปล่อยตัวและลงบันทึกประจำวัน แต่ยังไม่แจ้งข้อหาใดใดเพราะไม่มีหลักฐานเชื่อมโยง แต่นายอับดุลรอซะ ดูมีแด พนักงานขับรถของ อบต.ละแอ อ.ยะหา จ.ยะลา ที่ถูกปล้นนำรถมาประกอบระเบิด เจ้าหน้าที่จะส่งมอบตัวให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีในข้อหาปล้นทรัพย์ และให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน
 
ผบ.ตร.ยืนยันการสอบสวนคืบหน้า ให้น้ำหนักเชื่อมโยงการเมือง
พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า การสอบสวนคดีระเบิดที่ห้างเซ็นทรัลเฟสติวัลสมุยมีความคืบหน้าไปมาก โดยเจ้าหน้าที่ให้น้ำหนักการก่อเหตุไปที่ประเด็นการเมืองมากที่สุด เนื่องจากมีพยานหลักฐานชัดเจนว่ามีกลุ่มการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนเป็นนักการเมืองระดับใดไม่ขอเปิดเผย

อย่างไรก็ตาม นายซูการ์โน มะทา แกนนำนักการเมืองกลุ่มวาดะห์ จ.ยะลา และอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาโต้แย้งข้อสันนิษฐานนี้โดยระบุว่า นักการเมืองในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มักจะถูกกล่าวหาจากรัฐบาลมาโดยตลอดว่าเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการความรุนแรงในภาคใต้มาโดยตลอด ซึ่งนักการเมืองที่อยู่ในพื้นที่ก็ใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์มาโดยตลอด

"เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประชาชนก็อยากรู้ว่าเกิดจากการกระทำของแนวร่วมก่อความไม่สงบ หรือเกิดจากการสร้างสถานการณ์เพื่อรักษาผลประโยชน์ที่ได้รับจากการการก่อเหตุรุนแรงทางการเมือง" นายซูการ์โนกล่าว

ขณะที่พล.อ.อุดมเดช สีตะบุตร ผู้บัญชาการกองทัพบกและเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่มีผู้วิเคราะห์ว่าเหตุคาร์บอมบ์ที่่เกาะสมุย เป็นการสร้างสถานการณ์ของเจ้าหน้าที่เพื่อสร้างความชอบธรรมให้การใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว โดยกล่าวว่าการวิเคราะห์ดังกล่าวไม่มีพื้นฐานของข้อเท็จจริง

"การวิเคราะห์ในเชิงนี้ไม่ถูกต้อง ไม่ได้มีความเป็นจริงและไม่มีน้ำหนักใดๆ เรามาช่วยกันดูแลความสงบเรียบร้อยจะดีกว่า ไม่มีรัฐบาลใด โดยเฉพาะรัฐบาลนี้จะทำให้เกิดความรุนแรงเพื่อจะบังคับใช้กฎหมายตามมาตราใดๆ" พล.อ.อุดมเดชกล่าว
 
ขณะที่พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่าการสืบสวนสอบสวนของตำรวจพบว่ามีหลักฐานเชื่อมโยงถึงการสร้างสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมือง แต่ปฏิเสธที่จะชี้แจงรายละเอียดในเชิงลึก โดยกล่าวว่าเป็นหน้าที่ของของฝ่ายตำรวจในการสืบสวนสอบสวน และชี้ว่าหากพบความเชื่อมโยงถึงนักการเมืองรายใด ก็จะสอบสวนและดำเนินการโดยไม่มีข้อยกเว้น

 


กลับขึ้นด้านบน