นักท่องเที่ยวแห่ออกจากตูนิเซีย-ทัวร์ยอมคืนเงิน อังกฤษสั่งรับมือ-หลังมีคนตายมากสุด8คน

นักท่องเที่ยวแห่ออกจากตูนิเซีย-ทัวร์ยอมคืนเงิน อังกฤษสั่งรับมือ-หลังมีคนตายมากสุด8คน

นักท่องเที่ยวแห่ออกจากตูนิเซีย-ทัวร์ยอมคืนเงิน อังกฤษสั่งรับมือ-หลังมีคนตายมากสุด8คน

รูปข่าว : นักท่องเที่ยวแห่ออกจากตูนิเซีย-ทัวร์ยอมคืนเงิน อังกฤษสั่งรับมือ-หลังมีคนตายมากสุด8คน

นักท่องเที่ยวแห่ออกจากตูนิเซีย-ทัวร์ยอมคืนเงิน อังกฤษสั่งรับมือ-หลังมีคนตายมากสุด8คน นักท่องเที่ยวต่างชาติแห่ออกจากตูนิเซียแล้ว หลังคนร้ายยิงกราดบนชายหาด มีผู้เสียชีวิตมากถึง 38 ราย ในนั้นเป็นชาวอังกฤษ 8 ราย ทั่วโลกประณามเหตุก่อการร้ายใน 3 ทวีป ที่กลุ่มไอเอสประกาศอยู่เบื้องหลัง มีผู้เสียชีวิตกว่า 60 คน ซึ่งกลุ่มไอเอสอ้างว่าเป็นการเรียกร้องผู้ที่สนับสนุนกลุ่มไอเอสทำให้ “เทศกาลรอมฏอนเป็นเดือนแห่งความหายนะของผู้ไร้ศรัทธา”

วันนี้ (27 มิ.ย.2558) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มไอเอสประกาศว่า อยู่เบื้องหลังเหตุก่อการร้ายในตูนิเซีย โดยสมาชิกกลุ่มไอเอสแฝงตัวในคราบนักท่องเที่ยวและซ่อนปืนไว้ในร่มชายหาด แล้วกราดยิงนักท่องเที่ยวที่โรงแรมอิมพีเรียล มาร์ฮาบา (Imperial Marhaba) ในเมืองซูสซี (Sousse) ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศริมทะเลที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

นายฮาบิบ เอสสิด นายกรัฐมนตรีตูนิเซีย ระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 38 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวอังกฤษ ซึ่งปรับลดจำนวนผู้เสียชีวิตลง จากที่ก่อนหน้านี้กระทรวงสาธารณสุขตูนิเซีย ระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 39 คน

ด้านโฆษกกระทรวงมหาดไทยตูนิเซีย เปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุถูกตำรวจยิงเสียชีวิต เป็นนักศึกษาที่กำลังจะรับปริญญาโท ด้านวิศวกรรมศาสตร์ แต่ไม่ได้เปิดเผยชื่อ

ขณะที่ ประธานาธิบดีเบจิ คาอิด เอสเซบซี ผู้นำตูนิเซีย เดินทางไปเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุดังกล่าว พร้อมประกาศว่า ประเทศกำลังทำสงครามกับการก่อการร้าย ซึ่งไม่ใช่สงครามที่สร้างความวิตกให้กับตำรวจและทหาร ที่มักจะตกเป็นเป้าการโจมตีเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่คุกคามชาวตูนิเซียทั้งชาติ

นอกจากเหตุสะเทือนขวัญในตูนิเซียแล้ว ก็ยังเกิดเหตุวินาศกรรมในลักษณะเดียวกัน ในประเทศคูเวต และฝรั่งเศส โดยในคูเวต มือระเบิดฆ่าตัวตายก่อเหตุโจมตีมัสยิดของชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ในกรุงคูเวต ซิตี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 25 คนและได้รับบาดเจ็บอีก 202 คน โดยกลุ่มไอเอสอ้างว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังและเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนก่อเหตุโจมตีที่รุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงเดือนรอมฎอน

ส่วนที่ฝรั่งเศส เกิดเหตุโจมตีโรงงานผลิตแก๊สของชาวอเมริกันใกล้เมืองลียง ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 คนและได้รับบาดเจ็บอีก 2 คน ในที่เกิดตำรวจพบศพถูกฆ่าตัดคอและมีข้อความภาษาอาหรับทิ้่งไว้ นอกจากนี้ยังควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไว้ได้ 1 คน ซึ่งมีประวัติเกี่ยวพันกับกลุ่มหัวรุนแรง

นายจอห์น เคอร์บี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐฯ ประกาศว่า สหรัฐฯ ประณามโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศส คูเวต และตูนิเซีย ซึ่งกำลังสอบสวนทั้งสามเหตุการณ์อยู่ แต่ไม่เชื่อว่าเหตุวินาศกรรมทั้งสามที่เกิดขึ้นต่างภูมิภาคกัน จะมีความเกี่ยวโยงกัน พร้อมทั้งแสดงความเสียใจแด่ญาติผู้เสียชีวิต

ด้าน นางเฮเลน บอลล์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของอังกฤษ เปิดเผยว่า อังกฤษใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยในระดับสูง หลังเกิดเหตุวินาศกรรมใน 3 ประเทศ และจะเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานที่สาธารณะด้วย

ขณะที่นายฟิลิป แฮมมอน รมว.ต่างประเทศอังกฤษ กล่าวว่า อังกฤษมีกงสุลอยู่ที่เมืองซูสซี และได้ประสานกับทางการของตูนิเซียให้เพิ่มการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่เกิดเหตุ

ส่วนนายโทนี่ แอ็บบ็อต นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ประณามเหตุก่อการร้ายดังกล่าว และแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนมากตัดสินใจเดินทางออกนอกประเทศตูนิเซียทันที หลังเกิดเหตุคนร้ายกราดยิงนักท่องเที่ยวที่ชายหาดฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 38 คน บาดเจ็บ 36 คน ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ เป็นชาวอังกฤษ 8 คน ชาวเบลเยี่ยมและชาวเยอรมันประเทศละ 1 คน

ขณะที่โรงแรมอิมพีเรียล มาร์ฮาบา ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงแรมหรูในเมืองที่เกิดเหตุโจมตี ได้ยกระดับการรักษาความปลอดภัย อย่างไรก็ดีมีนักท่องเที่ยวต่างชาติหลายคนยืนยันที่จะอยู่ท่องเที่ยวในตูนิเซียต่อไป นายกรัฐมนตรีฮาบิบ เอสซิด ประกาศว่า ตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป จะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดให้นักท่องเที่ยวประจำการอยู่ตลอดแนวชายหาดและภายในโรงแรม

อย่างไรก็ตามหลังเกิดเหตุนายโมฮัมเหม็ด เอ็นนาเซอร์ ประธานาธิบดีของตูนิเซีย ลงพื้นที่และเดินทางไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล พร้อมให้สัมภาษณ์ว่า ตูนิเซียจะต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายซึ่งกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายฉบับใหม่กำลังจะผ่านสภาในวันที่ 25 ก.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การโจมตีในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ร้ายแรงที่สุดของประเทศตูนิเซีย และเกิดขึ้น 18 เดือนหลังจากที่เกิดเหตุโจมตีพิพิธภัณฑ์แห่งชาติบาร์โด ในกรุงตูนิส ที่มีผู้เสียชีวิต 22 คน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของตูนิเซียในระยะยาว โดยบริษัทท่องเที่ยวทียูไอ ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในอังกฤษ บอกว่า พร้อมจะคืนเงินให้กับผู้ที่ยกเลิกการเดินทางไปตูนิเซีย หรืออาจจะเปลี่ยนไปเที่ยวที่อื่นก็ได้ ซึ่งขณะนี้มีนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษอยู่ในตูนิเซีย 5,400 คน ซึ่งทางบริษัทได้ส่งเครื่องบินไปรับนักท่องเที่ยวกลับประเทศแล้ว นอกจากนี้ทางบริษัทยังเตรียมทีมพิเศษที่จะคอยให้ความช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแก่นักท่องเที่ยวที่ยังคงอยู่ในเมืองซูส เช่นเดียวกับบริษัทท่องเที่ยวอีกหลายแห่งในอังกฤษที่เสนอคืนเงินให้กับลูกค้าหรือไม่ก็เปลี่ยนจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยว

นอกจากนี้ นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ แถลงข่าวเตือนให้ประชาชนเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความจริงที่ว่า มีชาวอังกฤษจำนวนมากที่ถูกสังหารที่ชายหาดประเทศตูนิเซีย โดยก่อนหน้านี้ทางการตูนิเซียแจ้งว่า มีชาวอังกฤษเสียชีวิต 8 คน

เหตุร้ายที่เกิดขึ้นใน 3 ทวีปทำให้อังกฤษยกระดับการรักษาความปลอดภัย นายไมเคิล ฟอลลอน รัฐมนตรีกลาโหม กล่าวว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่มีสัญญานเตือน ว่าจะมีการโจมตีเกิดขึ้น แต่รัฐบาลอังกฤษจะทบทวนคำแนะนำในการเดินทางเยือนประเทศตูนิเซีย ซึ่งในวันเสาร์นี้รัฐบาลอังกฤษจะจัดการประชุมเพื่อหารือถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ส่วนที่กรุงคูเวต ซิตี้ สุเหร่าอิหม่าม ซาดิค ของนิกายชีอะห์ถูกโจมตีด้วยระเบิดในช่วงกลางวัน ขณะที่กำลังทำพิธีละหมาด แรงระเบิดทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 คน บาดเจ็บ 179 คน

ขณะที่กรุงปารีสของฝรั่งเศส รัฐบาลฝรั่งเศสได้จัดการประชุมฉุกเฉินเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งในฝรั่งเศสเองก็เกิดเหตุคนร้ายบุกโจมตี

อย่างไรก็ตามยังไม่แน่ชัดว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นใน 3 ทวีปในวันเดียวกัน และตรงกับช่วงเทศกาลถือศีลอดจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มรัฐอิสลามหรือไอเอสจริงหรือไม่ แม้ว่ากลุ่มไอเอสจะออกมาอ้างว่าการโจมตีทั้ง 3 แห่งเป็นฝีมือของกลุ่ม และเรียกร้องผู้ที่สนับสนุนกลุ่มไอเอสทำให้ “เทศกาลรอมฏอนเป็นเดือนแห่งความหายนะของผู้ไร้ศรัทธา”
 


กลับขึ้นด้านบน