ชาวนาปทุมฯเดินเครื่องสูบน้ำอีกหลังครบ 3 วัน สิงห์บุรีไม่ยอมให้ข้าวตาย-อยุธยายังทำประปาได้

ชาวนาปทุมฯเดินเครื่องสูบน้ำอีกหลังครบ 3 วัน สิงห์บุรีไม่ยอมให้ข้าวตาย-อยุธยายังทำประปาได้

ชาวนาปทุมฯเดินเครื่องสูบน้ำอีกหลังครบ 3 วัน สิงห์บุรีไม่ยอมให้ข้าวตาย-อยุธยายังทำประปาได้

รูปข่าว : ชาวนาปทุมฯเดินเครื่องสูบน้ำอีกหลังครบ 3 วัน สิงห์บุรีไม่ยอมให้ข้าวตาย-อยุธยายังทำประปาได้

ชาวนาปทุมฯเดินเครื่องสูบน้ำอีกหลังครบ 3 วัน สิงห์บุรีไม่ยอมให้ข้าวตาย-อยุธยายังทำประปาได้ ชาวนาคลอง 13 ปทุมธานี เดินเครื่องสูบน้ำเข้านาอีกครั้งหลังครบกำหนด 3 วันตามที่มีการขอความร่วมมือ เพื่อให้การประปาธัญบุรี มีน้ำผลิตประปา ขณะที่ชาวนาบางส่วนในจ.สิงห์บุรี มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยหากมีประกาศให้หยุดสูบน้ำ และยังคงสูบน้ำกันอย่างต่อเนื่องเพื่อหล่อเลี้ยงต้นข้าว ส่วนหลายพื้นที่ภาคกลางเริ่มสำรองน้ำประปาไว้ใช้ ทำให้ร้านจำหน่ายอุปกรณ์บรรจุน้ำขายดีในช่วงนี้ แต่ร้านน้ำดื่มในจ.พระนครศรีอยุธยา ยังไม่มีการสั่งน้ำมากักตุนไว้ขาย และยังคงราคาไว้เท่าเดิม

ก่อนหน้านี้ที่อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ประกาศให้ชาวคลอง 13 หยุดสูบน้ำ ล่าสุดชาวบ้านได้ตั้งเครื่องสูบน้ำอีกครั้ง หลังครบกำหนด 3 วันตามที่ได้ประกาศไว้

วานนี้ (16 ก.ค.2558) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณคลอง 13 เขตพื้นที่ต.นพรัตน์ ต.ศาลาครุ ต.หนองสามวัง อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ติดตั้งเครื่องสูบน้ำริมคลอง 13 อีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้ได้มีการกำหนดให้ชาวบ้านคลอง 13 หยุดสูบน้ำเป็นเวลา 3 วัน เนื่องจากต้องเร่งผันน้ำไปเป็นน้ำดิบให้กับสถานีผลิตประปา สาขาธัญบุรี เพราะประชาชนในพื้นที่ชุมชนเมืองขาดน้ำประปาใช้ หลังครบกำหนด 3 วัน ชาวบ้านกว่า 20 คน ตั้งเครื่องสูบน้ำอีกครั้ง ชาวนาส่วนหนึ่งบอกว่า ต้องเร่งสูบเพื่อเลี้ยงต้นข้าวที่กำลังตั้งท้องก่อนที่ข้าวจะตาย

โดยทางอำเภอหนองเสือได้ประสานผู้นำชุมชน เพื่อขอให้ชาวบ้านแบ่งวันสูบน้ำให้คลอง 13 ฝั่นตะวันออก สูบน้ำเข้าพื้นที่เกษตรตั้งแต่เมื่อวานนี้ (16 ก.ค.) และฝั่งตะวันตกสูบน้ำเข้าพื้นที่นาได้ในวันนี้ (17 ก.ค.) โดยมีรถทหารออกสำรวจดูแลความเรียบร้อย และคอยตรวจสอบบุคคลที่ฝ่าฝืนลักลอบสูบน้ำในช่วงนี้

ขณะที่ชาวนาในจ.สิงห์บุรี มีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยหากมีประกาศให้หยุดสูบน้ำ และยังคงสูบน้ำกันอย่างต่อเนื่องเพื่อหล่อเลี้ยงต้นข้าว ซึ่งชาวนาในลุ่มแม่น้ำน้อย อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี ติดตั้งเครื่องสูบน้ำจากแม่น้ำน้อยเข้านา โดยใช้เครื่องสูบน้ำ ทั้งแบบระบบไฟฟ้า และเครื่องที่ใช้น้ำมัน โดยชาวนาที่สูบน้ำจากคลองชลประทานระบุว่า จะสูบน้ำต่อไปจนกว่าน้ำจะแห้ง หากไม่มีน้ำฝนมาตกลงมาก็คงจะต้องปล่อยให้ต้นข้าวตาย

ซึ่งชาวนาส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการขอให้หยุดสูบน้ำเข้านา เพราะใช้เงินลงทุนสูง และข้าวที่เพาะปลูกในรอบนี้เหลือเพียงอีกไม่เกิน 2 เดือน ก็จะเก็บเกี่ยวได้ ขณะที่บางส่วนเปิดเผยว่า หากมีคำสั่งให้หยุดสูบน้ำจริง ก็อาจต้องทิ้งให้ต้นข้าวตาย

ส่วนการสำรองน้ำประปาไว้ใช้ของประชาชนในพื้นที่ภาคกลาง ทำให้ร้านจำหน่ายอุปกรณ์บรรจุน้ำขายดี ขณะที่ร้านน้ำดื่มในจ.พระนครศรีอยุธยา ยังไม่มีการสั่งน้ำมากักตุนไว้ขาย และยังคงราคาไว้เท่าเดิม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร้านค้าน้ำดื่มแบบขวดทั่วไป ที่จ.พระนครศรีอยุธยา ขนาด 600 มิลลิลิตร ยังคงราคาไว้ที่แพคละ 35 บาท และขนาด 1.25 ลิตร 6 ขวดอยู่ที่ 35 บาท โดยสังเกตว่า ประชาชนก็ยังนิยมมาซื้อในจำนวนปกติ คนละ 1-2 แพคติดรถกลับบ้าน

ผู้ประกอบการร้านขายส่ง และขายปลีกเครื่องดื่มกล่าวว่า ช่วงนี้ยังไม่มีการกักตุน เนื่องจากเชื่อว่าการผลิตน้ำดื่มยังสามารถทำได้ โดยเฉพาะที่จ.พระนครศรีอยุธยา น้ำดื่มน่าจะเพียงพอ

ส่วนบรรยากาศการจำหน่ายอุปกรณ์ใส่น้ำดื่มน้ำ เจ้าของร้านบอกว่า มีประชาชนมาเลือกซื้อถังใส่น้ำ ขนาด 110-200 ลิตรมากขึ้น ส่วนใหญ่คนที่มาเลือกซื้อจะเป็นคนในจังหวัดข้างเคียง เช่น ปทุมธานี อ่างทอง และสิงห์บุรี โดยมีราคาตั้งแต่ 350 บาท จนถึง 2500 บาทขึ้นไป เชื่อว่ามาจากกระแสข่าวการขาดแคลนน้ำ

ด้านนายกฤษณ์ เถี่ยวนมิตรภาพ เลขานุการนายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ยังสามารถผลิตน้ำได้เพียงพอ เนื่องจากท่อสูบน้ำลงไปถึงกลางแม่น้ำเจ้าพระยา-ป่าสัก ในจุดรวมของแม่น้ำที่ลึกที่สุด 


กลับขึ้นด้านบน