ทอท.ปรับแผนตรวจสัมภาระผู้โดยสารเฉพาะกระเป๋าโหลด

ทอท.ปรับแผนตรวจสัมภาระผู้โดยสารเฉพาะกระเป๋าโหลด

ทอท.ปรับแผนตรวจสัมภาระผู้โดยสารเฉพาะกระเป๋าโหลด

รูปข่าว : ทอท.ปรับแผนตรวจสัมภาระผู้โดยสารเฉพาะกระเป๋าโหลด

ทอท.ปรับแผนตรวจสัมภาระผู้โดยสารเฉพาะกระเป๋าโหลด ท.อ.ท.ปรับแผนลดการตรวจสัมภาระผู้โดยสารท่าอากาศยานดอนเมือง เฉพาะกระเป๋าโหลด ยืนยันไม่ส่งผลกระทบต่อการตรวจสอบด้านความปลอดภัย เบื้องต้นเพิ่มเจ้าหน้าที่อีก 32 คน เฝ้าระวังการลักลอบเปิดกระเป๋าที่ผ่านการเอ็กซเรย์แล้ว

วันนี้ (20 ก.ค.2558) นายนิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) เปิดเผยว่าท่าอากาศยานดอนเมืองได้มีการปรับแผนการตรวจสอบสัมภาระของผู้โดยสารใหม่ โดยขั้นตอนก่อนการเช็คอินจะทำการเอ็กซเรย์เฉพาะในส่วนของกระเป๋าที่โหลดไว้ใต้ท้องเครื่องเท่านั้น ซึ่งจะเป็นไปตามกระบวนการตรวจสอบในขั้นตอนปกติ พร้อมเพิ่มเจ้าหน้าที่จำนวน 32 คน คอยประจำจุดตามพื้นที่เช็คอินของผู้โดยสารทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มมาตการรักษาความปลอดภัยในการตรวจสอบสัมภาระ เพื่อป้องกันผู้โดยสารเปิดกระเป๋าที่ผ่านการเอ็กซเรย์แล้ว และจะทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่สายการบินตรวจสอบสติกเกอร์ที่ติดสัญลักษณ์แสดงว่าผ่านการสแกนแล้ว หากพบชำรุด หรือ ฉีกขาด จะต้องสแกนสัมภาระใหม่

ขณะที่ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่าการเพิ่มมาตรการตรวจสอบสัมภาระผู้โดยสาร ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค. ทำให้เกิดความล่าช้าในขั้นตอนการบริการแก่ผู้โดยสาร แต่พื้นที่เช็คอินที่อากาศยานดอนเมืองยังมีความเสี่ยงที่ผู้โดยสารจะนำสิ่งของต้องห้ามเข้าไปในกระเป๋าที่ผ่านการเอ็กซเรย์แล้ว จึงต้องมีการปรับมาตรการดังกล่าวใหม่

พล.อ.อ.ประจิน ยืนยันว่าการปรับมาตรการดังกล่าว จะไม่ส่งผลกระทบต่อการตรวจสอบด้านความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัยตามการตรวจสอบขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ส่วนการแก้ไขปัญหาในระยะกลางและระยะยาว จะต้องมีการหารือกัน และในเดือนตุลาคมนี้อาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ของท่าอากาศยานดอนเมืองจะแล้วเสร็จ บริษัทท่าอากาศยานไทยจะมีการปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัย และความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารมากยิ่งขึ้น คาดว่าจะลดระยะเวลาในการใช้บริการของผู้โดยสารจากเดิม 2-3 ชั่วโมงครึ่ง เป็นผู้โดยสารภายในประเทศไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง และผู้โดยสารระหว่างประเทศไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง

พล.อ.อ.ประจิน ยังเปิดเผยถึงกรณีที่กระทรวงคมนาคมของอินโดนีเซีย ออกประกาศมายังกระทรวงการต่างประเทศของไทย เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. หลัง ICAO ตรวจพบข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญ (เอสเอสซี) ส่งผลให้ทางการอินโดนีเซียไม่อนุญาตให้สายการบินสัญชาติไทยที่ทำการบินไปยังประเทศอินโดนีเซียแบบประจำเปลี่ยนอากาศยาน เพิ่มเที่ยวบิน และเปลี่ยนเส้นทางการบินได้ในช่วงนี้ แต่ในส่วนของเที่ยวบินแบบไม่ประจำ (ชาร์เตอร์ไฟล์ท) ยังอนุญาตให้ทำการบินตามปกติ แต่ทางการอินโดนีเซียจะตรวจสอบเข้มงวดขึ้น

อย่างไรก็ตาม พล.อ.อ.ประจิน ยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อสายการบินสัญชาติไทย เนื่องจากปัจจุบันมีเพียงการบินไทยที่ทำการบินตรง เส้นทางบาหลี 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และเส้นทางจาร์กาต้า 10 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ยังสามารถรองรับความต้องการของผู้โดยสารได้ และในขณะนี้การบินไทยยังไม่มีแผนที่จะขยายเส้นทางการบิน หรือ เพิ่มเที่ยวบินในเส้นทางดังกล่าว ในขณะที่ไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ที่ทำการบินอยู่ขณะนี้ เป็นเครื่องบินสัญชาติอินโดนิเซีย จึงไม่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน


กลับขึ้นด้านบน