กองทุนออมฯพร้อมรับสมัครสมาชิกกลางส.ค.นี้ 3 แบงก์รัฐ'ออมสิน-ธกส.-กรุงไทย'เชื่อมเครือข่าย

กองทุนออมฯพร้อมรับสมัครสมาชิกกลางส.ค.นี้ 3 แบงก์รัฐ'ออมสิน-ธกส.-กรุงไทย'เชื่อมเครือข่าย

กองทุนออมฯพร้อมรับสมัครสมาชิกกลางส.ค.นี้ 3 แบงก์รัฐ'ออมสิน-ธกส.-กรุงไทย'เชื่อมเครือข่าย

รูปข่าว : กองทุนออมฯพร้อมรับสมัครสมาชิกกลางส.ค.นี้ 3 แบงก์รัฐ'ออมสิน-ธกส.-กรุงไทย'เชื่อมเครือข่าย

กองทุนออมฯพร้อมรับสมัครสมาชิกกลางส.ค.นี้ 3 แบงก์รัฐ'ออมสิน-ธกส.-กรุงไทย'เชื่อมเครือข่าย กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ยืนยันพร้อมรับสมัครสมาชิกกลางเดือนสิงหาคม 2558 ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานในพิธีเปิดรับสมัครสมาชิก กอช. โดยจะเป็นผู้รับสมัครสมาชิกคนแรกของกอช.อย่างเป็นทางการ

วันนี้ (5 ส.ค.2558) นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่สามารถสรุปรายละเอียดการเริ่มงานกับนายสมพร จิตเป็นธม ในตำแหน่งเลขาธิการ กอช.เรียบร้อยแล้ว รัฐบาลได้มอบนโยบายให้เลขาธิการ กอช.เร่งดำเนินการรับสมัครสมาชิก โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความประสงค์จะมารับสมัครสมาชิกคนแรกของ กอช.ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นการสร้างวินัยการออมของคนไทย แม้ว่าการออมเงินกับ กอช.จะเป็นการออมในระยะยาว หากไม่สร้างวินัยการออมในวันนี้ เศรษฐกิจไทยจะไม่สามารถพัฒนาให้เทียบเคียงกับประเทศที่พัฒนาแล้ว และที่สำคัญ วินัยการออม ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่รัฐบาลเล็งเห็นว่าหากคนไทยรักการออมและมีวินัยการออมแล้ว คนไทยภายหลังการเกษียณแล้ว จะไม่เป็นภาระแก่ลูกหลาน
 
ด้านนายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้มอบนโยบายให้ กอช.เร่งประสานงานกับหน่วยงานในกระทรวงการคลัง ได้แก่ ธนาคารเพื่อเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จัดทำระบบการรับสมาชิกผ่านเครือข่ายของธนาคารทั่วประเทศ โดยทุกธนาคารมีความพร้อมในการจัดทำระบบเชื่อมต่อเข้ากับระบบของกอช.ในวันเปิดรับสมาชิกครั้งแรก และคนไทยทุกคนที่มีคุณสมบัติในการสมัครสมาชิกกอช.สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 ธนาคาร เพื่อสมัครเป็นสมาชิกได้
 
ขณะที่นายสมพร จิตเป็นธม เลขาธิการ กอช.กล่าวว่า กอช.มีความพร้อมที่จะเปิดรับสมัครสมาชิก ซึ่ง กอช.ถือเป็นหน่วยงานล่าสุดที่รัฐบาลชุดนี้ผลักดันจนสามารถเปิดรับสมัครสมาชิกได้ ซึ่งภารกิจสำคัญของ กอช.คือการสนับสนุนให้ประชาชนทั่วประเทศที่มีอาชีพอิสระและไม่มีสวัสดิการอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการรับเงินกรณีชราภาพ ให้สามารถใช้สวัสดิการรับเงินบำนาญผ่าน กอช.ได้ โดยผู้มีสิทธิ์สมัครเป็นสมาชิกจะต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี และไม่เกิน 60 ปี แต่ปีแรกที่ พ.ร.บ.มีผลบังคับ ได้อนุญาตให้ผู้สมัครที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมีสิทธิ์ออมกับกองทุนได้ 10 ปีนับจากวันที่เป็นสมาชิก ทำให้ในช่วงปีแรกผู้สนใจที่มีอายุเกิน 60 ปี สามารถสมัครสมาชิกได้ 
 
สำหรับผู้สนใจใช้หลักฐานเพียงบัตรประชาชนเท่านั้น ผู้ที่ออมเร็วและออมในอัตราสูงก็จะได้รับเงินบำนาญมากขึ้นตามสัดส่วน อาทิ ออมเดือนละ 1,000 บาท หากเริ่มตั้งแต่อายุ 15 ปี เมื่อเกษียณจะได้รับเงินบำนาญพร้อมเบี้ยยังชีพรวม 7,000 บาทต่อเดือน แต่หากเริ่มอายุ 30 ปี จะได้เงินบำนาญ 4,000 บาท ส่วนผู้ที่มีเวลาหรือจำนวนเงินออมน้อย เช่น อายุ  50 ปี ออมเดือนละ 500 บาท เมื่ออายุ 60 ปี จะได้เพียง 421 บาท ถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานการครองชีพ โดย กอช.จะใช้จ่ายเป็นเงินดำรงชีพแทนในอัตราเดือนละ 600 บาท เมื่อรวมกับเบี้ยยังชีพของรัฐบาลเดือนละ 600 บาท รวมรับเดือนละ 1,200 บาท ซึ่งน่าจะช่วยแบ่งเบาภาระการดำรงชีพในวัยชราได้พอสมควร
 
นายสมพร กล่าวอีกว่า กอช.คาดว่าจะสามารถรับสมัครสมาชิกในปีนี้ได้ประมาณ 100,000 คน และสิ้นปี 2559 เพิ่มเป็น 1,500,000 คน โดยคาดว่าจะรับสมัครสมาชิกได้เท่ากับเป้าหมายใหญ่ที่รัฐบาลตั้งไว้จนถึงสิ้นปี 2561 ประมาณ 3,000,000 คน
 
ทั้งนี้ จากข้อมูลสถิติในปี 2555 แรงงานไทยจำนวน 24.6 ล้านคนเป็นแรงงานนอกระบบ หรือคิดเป็นร้อยละ 62.6  ของกำลังแรงงานทั้งหมดจำนวน  39.3 ล้านคน เป็นแรงงานที่ไม่ได้รับเงินชดเชยจากการว่างงาน อุบัติเหตุ และเกษียณอายุ เนื่องจากแรงงานนอกระบบส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้ประกันตนในกองทุนประกันสังคม ทำให้ขาดความมั่นคงทางรายได้ ยามชราภาพจากแหล่งใด นอกจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุของรัฐบาลเท่านั้น
 
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยเข้าสู่สังคมประชากรสูงอายุ และมีอัตราเพิ่มขึ้น ในขณะที่ประชากรวัยเด็กและวัยแรงงานลดลง เนื่องจากความก้าวหน้าทางการแพทย์และอัตราการเกิดลดลง คาดว่าในปี 2563 จำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้น โดยมีสัดส่วนสูงถึงประมาณร้อยละ 15 หรือ 10.5 ล้านคน จากประชากรทั้งประเทศ
 
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้สูงอายุไทยกว่าครึ่งหนึ่งประมาณ 2 ล้านคนจากจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด 4 ล้านคน ที่มีรายได้เฉลี่ยอยู่ในช่วง 400 - 3,300 บาทต่อเดือน ผู้สูงอายุร้อยละ 87 พึ่งพิงรายได้จากบุตรหลาน และมีผู้สูงอายุเพียงร้อยละ 10 ที่พึ่งพิงรายได้จากเบี้ยยังชีพ เงินบำเหน็จบำนาญที่ได้จากการออมและการลงทุนเป็นหลัก  นอกจากนี้ ผลการสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่าผู้สูงอายุร้อยละ 31 ไม่มีการเก็บออม และผู้สูงอายุร้อยละ 42 มีปัญหารายได้ไม่เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิต ซึ่งสังคมต้องดูแลและรัฐต้องจัดสรรงบประมาณ เพื่อดูแลกลุ่มผู้สูงอายุในอนาคต

กดถูกใจหน้าเพจ ThaiPBSNews
https://www.facebook.com/ThaiPBSNews?ref=hl
 

 
 


กลับขึ้นด้านบน