ครม.อนุมัติ 600 ล.ให้สปสช.ดูแลผู้สูงอายุติดบ้าน เริ่มแสนคน 1 ต.ค.-ตั้งเป้าให้ได้ถึงล้านคน

ครม.อนุมัติ 600 ล.ให้สปสช.ดูแลผู้สูงอายุติดบ้าน เริ่มแสนคน 1 ต.ค.-ตั้งเป้าให้ได้ถึงล้านคน

ครม.อนุมัติ 600 ล.ให้สปสช.ดูแลผู้สูงอายุติดบ้าน เริ่มแสนคน 1 ต.ค.-ตั้งเป้าให้ได้ถึงล้านคน

รูปข่าว : ครม.อนุมัติ 600 ล.ให้สปสช.ดูแลผู้สูงอายุติดบ้าน เริ่มแสนคน 1 ต.ค.-ตั้งเป้าให้ได้ถึงล้านคน

ครม.อนุมัติ 600 ล.ให้สปสช.ดูแลผู้สูงอายุติดบ้าน เริ่มแสนคน 1 ต.ค.-ตั้งเป้าให้ได้ถึงล้านคน ครม.อนุมัติงบ 600 ล้านบาทให้บอร์ดสปสช.ดูแลผู้สูงอายุเป็นครั้งแรก รองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เน้นดูแลผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงกว่าแสนคนในปีแรก เริ่ม 1 ต.ค.58 ภายใน 3 ปี ขยายให้ครบล้านคน

วันนี้ (6 ส.ค.2558) ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอสออนไลน์รายงานว่า เว็บไซต์ www.Hfocus.org รายงานว่า
วันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถ.แจ้งวัฒนะ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งที่ประชุมมีการพิจารณาเรื่อง ข้อเสนองบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2559 และ ผลการหารือร่วมระหว่าง สธ.และ สปสช.การจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้บุคลากรสาธารณสุข ที่ได้รับความเสียหาย

นพ.รัชตะกล่าวว่า มติที่ประชุมคณะกรรมการฯ เห็นชอบข้อเสนอหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปี 2559 ซึ่งจะเป็นปีแรกที่จะเปิดงานการดูแลผู้สูงอายุเป็นครั้งแรก เพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของไทย โดยคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณ 600 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ซึ่งในปี 2559 นี้ ที่จะเริ่มเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2558 นั้น จะเน้นการดูแลผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงกว่าแสนคน ภายใน 3 ปี จะขยายให้ครบประมาณล้านคน เป็นการสนับสนุนงบให้สถานพยาบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง

นอกจากนั้นยังขยายสิทธิการคลอดโดยไม่จำกัดจำนวนครั้งด้วย และเพิ่มการให้วัคซีน IPV หรือวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดฉีด จากเดิมที่มีสิทธิประโยชน์วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดรับประทานเท่านั้น แต่ทั้งนี้วัคซีน IPV ต้องได้รับการบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติก่อน รวมทั้งเพิ่มขอบเขตบริการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งจะดำเนินการร่วมกับกรมควบคุมโรค เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผู้ติดเชื้อรายใหม่

“ส่วนผลหารือระหว่าง สธ.และ สปสช.เพื่อหาแหล่งงบประมาณในการช่วยเหลือเบื้องต้น แก่ผู้ให้บริการที่ได้รับความเสียหาย หลังจากมีข้อสรุปว่า ไม่สามารถใช้เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมาจ่ายได้ คณะกรรมการฯ เห็นชอบตามข้อเสนอที่ให้ใช้เงินสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐที่องค์การเภสัชกรรมสนับสนุนไปก่อน ซึ่งเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเรื่องนี้คณะกรรมการฯ เห็นตรงกันว่า การจ่ายเงินดังกล่าวให้บุคลากรสาธารณสุข มีความจำเป็นและส่งผลให้เกิดการบริการและความเข้าใจที่ดีภายในระบบสาธารณสุข แต่เมื่อมีข้อสรุปว่าผิดวัตถุประสงค์ ก็ใช้เงินจากแหล่งอื่นมาทดแทนไปก่อน เพื่อไม่ให้บุคลากรสาธารณสุขได้รับความเสียหาย รวมถึงกรณีเจ้าหน้าที่ รพ.บ้านใหม่ไชยพจน์ ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุขณะนำส่งผู้ป่วยก็จะได้รับการช่วยเหลือจากงบประมาณตรงนี้ด้วย” นพ.รัชตะกล่าว

ด้าน นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ รักษาราชการแทนเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2559 รัฐบาลให้ความสำคัญกับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอย่างมาก โดยจัดงบเหมารายหัว 3,028.94 บาทต่อประชากร จากประชากรทั้งหมด 48.7 ล้านคน รวมเป็นเงิน 147,772 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปี 2558 กว่าร้อยละ 6 ในจำนวนนี้เป็นเงินเดือนภาครัฐขั้นปกติ 40,143 ล้านบาท คงเป็นเงินกองทุน 107,629 ล้านบาท ที่จะให้บริการประชาชน 48.7 ล้านคน ซึ่งงบเหมาจ่ายรายหัวแบ่งเป็น 8 รายการ ได้แก่ ผู้ป่วยนอก 1,103.92 บาท ผู้ป่วยใน 1,060.14 บาท กรณีเฉพาะ 305.29 บาท สร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค 398.60 บาท ฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการแพทย์ 16.13 บาท แพทย์แผนไทย 10.77 บาท บริการทางการแพทย์ที่เบิกจ่ายในลักษณะงบลงทุน 128.69 บาท และเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามมาตรา 41 กันไว้จำนวน 5.40 บาท

ขณะที่ค่าบริการอื่นๆ นอกเหนือจากงบเหมาจ่ายรายหัว มีดังนี้
1.ค่าบริการสุขภาพผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ รวมป้องกันการติดเชื้อ 3,011.9010 ล้านบาท
2.ค่าบริการสุขภาพผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง 6,318.0990 ล้านบาท
3.ค่าบริการควบคุมป้องกันความรุนแรงของโรคเรื้อรัง เบาหวาน/ความดันโลหิตสูง และปี 59 รวมจิตเวชเรื้อรังในชุมชนด้วย 959 ล้านบาท
4.ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับสถานพยาบาลในพื้นที่กันดาร เสี่ยงภัย และ 3 จังหวัดชายแดนใต้ รวมกรณี 3,000 อัตราของ สธ.ด้วย 1,490.2875 ล้านบาท
5.ค่าตอบแทนกำลังคนสาธารณสุขของสธ. 3,000 ล้านบาท
6.ค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง 600 ล้านบาท ซึ่งเป็นปีแรกที่จะมีการดำเนินการในเรื่องนี้

กดถูกใจหน้าเพจ ThaiPBSNews
https://www.facebook.com/ThaiPBSNews?ref=hl


กลับขึ้นด้านบน