ผักหวานป่า สร้างรายได้ทั้งหมู่บ้าน

ผักหวานป่า สร้างรายได้ทั้งหมู่บ้าน

ผักหวานป่า สร้างรายได้ทั้งหมู่บ้าน

รูปข่าว : ผักหวานป่า สร้างรายได้ทั้งหมู่บ้าน

ผักหวานป่า สร้างรายได้ทั้งหมู่บ้าน ผักหวานป่าถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่นิยมปลูกในหมู่บ้านหนองบัวค่าย ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เนื่องจากเป็นอาชีพที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ จนทำให้สามารถสร้างรายได้ทั้งหมู่บ้าน

ต้นผักหวานป่าที่ปลูกท่ามกลางป่าเบญจพรรณ และพื้นที่ต่างๆ ทั่วทั้งหมู่บ้านหนองบัวค่าย ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี นับเป็นพืชเศรษฐกิจของหมู่บ้านที่สร้างรายได้ดีกว่าพืชชนิดอื่น การปลูกผักหวานป่าของที่นี่ เป็นอาชีพที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ
 
ในอดีตชาวบ้านจะเข้าไปในพื้นที่ป่า อ.สวนผึ้ง เพื่อเก็บยอดผักหวานป่าออกมาขาย แต่ระหว่างทางมักเกิดอุบัติเหตุ หรือถูกงูกัด เนื่องจากต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด ชาวบ้านจึงเริ่มพัฒนาด้วยการเก็บเมล็ดผักหวานป่ามาทดลองเพาะกล้า และลงปลูกเองจนประสบความสำเร็จ ทำให้สร้างรายได้ทั้งหมู่บ้าน 
 
เตือนใจ มิอะ ประธานกลุ่มอาชีพบ้านหนองบัวค่าย กล่าวว่า การปลูกผักหวานป่าของบ้านหนองบัวค่ายไม่ใช่อาชีพหลัก แต่เป็นอาชีพเสริม ซึ่งเป็นอาชีพที่ลดต้นทุนการผลิต คือ 1.ไม่ต้องใส่ปุ๋ย หรือสารเคมี ใช้มูลสัตว์ 2.เป็นพันธุ์พืชที่ประหยัดน้ำ คือใช้น้ำน้อย โดยจะใช้ในช่วงที่ต้นเล็ก พอหลังจาก 3 ปีไปแล้วจะปล่อยไปตามธรรมชาติ ถ้ามันแล้งจริงๆ ก็รดน้ำเดือนละครั้งก็ยังดี 
 
แม้ต้นทุนการปลูกผักหวานป่าจะไม่มาก แต่ต้องปลูกให้เป็น เนื่องจากผักหวานป่าไม่ชอบแดดจัด จึงต้องปลูกใต้ต้นไม้ใหญ่ เพื่อให้ร่มเงา ส่วนเทคนิคการปลูก คือโรยหินคลุก 1 กำมือลงก้นหลุมที่ขุดลึก 25 เซนติเมตร และกว้าง 30 เซนติเมตร เพื่อช่วยให้ดินไม่อับชื้นเกินไป นำกล้าลงปลูก กลบดิน แล้วรดน้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง 
 
เชย กล่อมเกลี้ยง ชาวไร่ผักหวานป่า ซึ่งปลูกผักหวานป่าไว้บริเวณหน้าบ้าน เพราะอยากใช้ทุกพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ นอกเหนือจากพื้นที่ๆ ใช้ปลูกตามปกติ  
 
เชย กล่าวว่า ไม่อยากให้ที่มันว่าง ว่างก็ไม่เป็นประโยชน์อะไร เราปลูกเพื่อรักษาอุณหภูมิ ทำให้ชุมชนร่มรื่น และฝนตกตามฤดูกาลได้ เพราะปลูกผักหวานมาเสริมให้เป็นป่า และให้ยอดมีประโยชน์ด้วย
 
ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเก็บยอดผักหวานป่า คือเดือน ก.พ.- พ.ค. เพราะมีรสชาติอร่อย สำหรับราคายอดผักหวานป่าเดือน ก.พ.จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 บาท แต่เดือนถัดไปราคาลดลงเรื่อยๆ 20 บาทต่อกิโลกรัม จนครบ 4 เดือน เนื่องจากคนซื้อน้อยลง ดังนั้น ตลอด 4 เดือน ชาวบ้านจะมีรายได้กว่า 40,000 บาทต่อไร่


กลับขึ้นด้านบน