สำนักงานกิจการฮัจย์ระบุ พบคนไทย 2 คนที่สูญหายจากเหตุเครนล้มในมัสยิดที่ซาอุฯ แล้ว รักษาตัวอยู่ใน รพ.

สำนักงานกิจการฮัจย์ระบุ พบคนไทย 2 คนที่สูญหายจากเหตุเครนล้มในมัสยิดที่ซาอุฯ แล้ว รักษาตัวอยู่ใน รพ.

สำนักงานกิจการฮัจย์ระบุ พบคนไทย 2 คนที่สูญหายจากเหตุเครนล้มในมัสยิดที่ซาอุฯ แล้ว รักษาตัวอยู่ใน รพ.

รูปข่าว : สำนักงานกิจการฮัจย์ระบุ พบคนไทย 2 คนที่สูญหายจากเหตุเครนล้มในมัสยิดที่ซาอุฯ แล้ว รักษาตัวอยู่ใน รพ.

สำนักงานกิจการฮัจย์ระบุ พบคนไทย 2 คนที่สูญหายจากเหตุเครนล้มในมัสยิดที่ซาอุฯ แล้ว รักษาตัวอยู่ใน รพ. สำนักงานกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทยฯ เผยพบผู้สูญหาย 2 ราย เหตุเครนยักษ์ล้มในมัสยิด เมืองมักกะห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย รักษาตัวในโรงพยาบาลปลอดภัยทั้งคู่ พร้อมประสานทางการซาอุฯ นำร่าง นางวานิดา สะดี ประกอบพิธีทางศาสนาที่มัสยิดอัลฮะรอม

วันนี้ (14 ก.ย. 2558) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 13 ก.ย. 2558 เวลา 21.00 น. สำนักงานกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย ณ เมืองมักกะห์ ออกแถลงข่าว ฉบับที่ 4/2558 เรื่อง พบผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ชาวไทยที่สูญหายจากเหตุการณ์เครนล้มในบริเวณมัสยิดอัลฮะรอม เ เนื้อหาระบุว่า เจ้าหน้าที่ของสำนักงานกิจการอัจย์แห่งประเทศไทย เมืองมักกะห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย พบผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ชาวไทยที่สูญหาย 2 คนแล้ว หลังสอบถามญาติของผู้สูญหายจนแน่ชัดว่าทั้ง 2 คน ยังมีชีวิตอยู่ จึงระดมเจ้าหน้าที่ติดตามตรวจสอบค้นหาทุกโรงพยาบาลอย่างละเอียดอีกครั้ง จนเวลา 17.00 น. วันที่ 13 ก.ย. 2558 จึงพบตัวคือ นางต่วนยาอีหมะ ณ นคร บาดเจ็บที่ข้อเท้าและขา เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอันนูร และนางผิสะ ด้วงดล บาดเจ็บที่ท้ายทอย หัวไหล่ซ้าย และแผ่นหลัง เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอัชชาเฮร ซึ่งได้แจ้งให้ญาติของผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ชาวไทยทั้ง 2 ทราบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เอกสารแถลงข่าวของสำนักกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทยยังระบุข้อความเพิ่มเติมว่า จากเหตุการณ์เครนล้มในมัสยิดอัลฮะรอม เมืองมักกะห์ เมื่อวันที่ 31 ก.ย. 2558 เวลา 17.45 น. และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 107 ราย บาดเจ็บ 237 ราย ซึ่งสำนักงานกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย และสถานกงศุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์ ได้ระดมเจ้าหน้าที่จากภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ออกติดตามและสำรวจผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ชาวไทยทั้งหมด โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบกิจการฮัจญ์ทุกรายเป็นอย่างดียิ่ง

นอกจากนี้ ทางสำนักงานฯ ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ไปยังที่เกิดเหตุ และติดตามหาข้อมูลที่โรงพยาบาลทุกแห่ง พร้อมกับจัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นระบบและรวดเร็ว ทำให้ทราบในคืนเกิดเหตุ เวลาประมาณ 01.00 น. วันที่ 12 ก.ย. 2558 ว่า มีผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ขาวไทยได้รับบาดเจ็บ 2 คน คือ นายสะมะแอ ซาชู และนางแมะเยาะ แดมอ พร้อมได้รับแจ้งจากผู้ประกอบกิจการฮัจญ์ว่ามีผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ชาวไทย 3 คน ยังไม่กลับที่พักและไม่สามารถติดต่อได้ ทางสำนักงานฯ จึงจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกติดตามอย่างละเอียดอีกครั้งในวันที่ 12 ก.ย. 2558 และพบว่า ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ชาวไทยเสียชีวิต 1 คน คือ นางวานิดา สะดี

จุฬาราชมนตรีในฐานะอะมิรุลฮัจย์ และสำนักงานกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวและญาติของผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ที่เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเป็นอย่างยิ่ง พร้อมทั้งขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยกันค้นหาผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ รวมทั้งทางการซาอุดิอาระเบียที่อำรวยความสะดวกในการค้นหาและรักษาพยาบาลผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ชาวไทยในครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง

อนึ่ง ในส่วนของผู้เสียชีวิต นางวานิดา สะดี นั้น ทางสำนักกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการประสานกับทางการซาอุดิอาระเบีย เพื่อนำศพมาประกอบพิธีทางศาสนาที่มัสยิดอัลฮะรอมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเปิดเผยว่าได้รับรายงานเรื่องการพบคนไทยทั้ง 2 คนแล้ว ข้อมูลล่าสุดขณะนี้มีคนไทยได้รับบาดเจ็บรวม 4 คน ขณะนี้กำลังรักษาอาการบาดเจ็บและพ้นขีดอันตรายแล้ว ส่วนผู้เสียชีวิต 1 คน คือนางวานิดา สะดี ได้นำศพไปประกอบพิธีทางศานาเรียบร้อยและขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวและญาติของผู้แสวงบุญที่เสียชีวิต

ส่วนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บมอบหมายให้นายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา กับประสานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกเรื่องต่างๆ อย่างใกล้ชิด

นายวีระกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการอำนวยความสะดวกแก่ผู้แสวงบุญที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์นั้น ขณะนี้ผู้แสวงบุญ 10, 400 คน ทางสถานทูตซาอุดีอาระเบีย ออกวีซ่าให้ผู้แสวงบุญทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยคณะผู้แสวงบุญคณะสุดท้ายเดินทางวันที่ 16 และ 17 ก.ย. นี้

รมว.วธ.กล่าวต่อว่า มอบหมายให้กรมการศาสนาประสานกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากผู้แสวงบุญทุกคนต้องผ่านกระบวนการตรวจสุขภาพและโรคติดต่อ ตามมาตรการควบคุมโรค รวมถึงการดูแลและตรวจสุขภาพหลังจากการเดินทางกลับ และประสานกับการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หาดใหญ่ ภูเก็ต และนราธิวาส จัดเตรียมพื้นที่และสถานที่ในการเตรียมความพร้อมในการรับรองผู้แสวงบุญที่ทยอยเดินทางกลับมาเที่ยวแรกวันที่ 28 ก.ย.นี้ สำหรับญาติหรือว่าผู้แสวงบุญรายใดมีปัญหาเกี่ยวกับการเดินทางกลับ ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์ประสานและอำนวยความสะดวกผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์  โทรศัพท์ 0949520668 และ 0949158257 ตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะที่สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า งานก่อสร้างปรับปรุงพื้นที่ภายในมัสยิดอัลฮะรอมเพื่อขยายพื้นที่รองรับจำนวนผู้แสวงบุญที่เพิ่มขึ้่น ยังคงดำเนินต่อไปหลังเกิดเหตุเครนก่อสร้างขนาดใหญ่ถล่มทับมัสยิดเมื่อวันที่ 11 ก.ย. ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตล่าสุดเพิ่มเป็น 111 คน และบาดเจ็บ 394 คน  สื่อของซาอุดิอาระเบียรายงานว่ามีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อสอบสวนหาสาเหตุที่ทำให้เครนล้ม ซึ่งก่อนหน้านี้ทางการซาอุฯ คาดว่าเกิดจากลมพายุที่พัดแรง

โครงการปรับปรุงมัสยิดใช้งบประมาณถึง  6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

มัสยิดแห่งนี้ถือเป็นศาสนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของศาสนาอิสลาม รวมทั้งยังเป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดและมีความสำคัญที่สุดของซาอุดิอาระเบียและของโลก นอกจากนี้่ยังเป็นที่ตั้งของวิหารกะบะฮ์ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลามและเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญของการประกอบพิธีฮัจญ์

อุบัติเหตุเกิดขึ้นก่อนที่การประกอบพิธีฮัจญ์ประจำปีจะเริ่มขึ้นในวันที่ 21 ก.ย. ซึ่งพิธีจะดำเนินไปเป็นเวลา 4 ถึง 5 วัน คาดว่าจะมีผู้แสวงบุญจากทั่วโลกเดินทางมาร่วมพิธีในนครเมกกะและพื้นที่โดยรอบระหว่าง 2-3 ล้านคน
 


กลับขึ้นด้านบน