นายกฯ ย้ำบริหารประเทศตามโรดแมป ไม่มีเจตนาสืบทอดอำนาจ

นายกฯ ย้ำบริหารประเทศตามโรดแมป ไม่มีเจตนาสืบทอดอำนาจ

นายกฯ ย้ำบริหารประเทศตามโรดแมป ไม่มีเจตนาสืบทอดอำนาจ

รูปข่าว : นายกฯ ย้ำบริหารประเทศตามโรดแมป ไม่มีเจตนาสืบทอดอำนาจ

นายกฯ ย้ำบริหารประเทศตามโรดแมป ไม่มีเจตนาสืบทอดอำนาจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชี้แจงเป้าหมายการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ซึ่งจะมุ่งเน้นการนำประเทศไปสู่ความมั่นคงอย่างยั่งยืน โดยยืนยันว่าไม่มีเจตนาสืบทอดอำนาจ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชี้แจงระหว่างแสดงปาฐกถาพิเศษเปิดการประชุมประจำปีของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เรื่อง "ทิศทางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ระหว่างปี 2560 - 2564" โดยกล่าวถึงการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่มุ่งเน้นไปสู่ความมั่นคงของประเทศในระยะยาว สอดคล้องกับสถานการณ์ทั้งภายในและนอกประเทศ ด้วยการน้อมนำและประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยึดคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวย้ำว่า การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลจะเดินหน้าตามโรดแมปที่วางไว้และกรอบเวลาคืนอำนาจอธิปไตยที่อาจต้องใช้เวลาอีก 20 เดือนในการจัดการเลือกตั้ง ไม่ใช่เจตนาที่จะขยายเวลาสืบทอดอำนาจแต่อย่างใด พร้อมขอความร่วมมือทุกฝ่ายร่วมมือกันและไม่สร้างเงื่อนไขอันจะกระทบกับการขับเคลื่อนประเทศ

สำหรับการประชุมวันนี้ (14 ก.ย.2558) เป็นการระดมความเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงร่างทิศทางแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ก่อนจะนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยและประกาศใช้ในวันที่ 1 ต.ค.2559  และในช่วงบ่ายวันนี้ นายกรัฐมนตรีเวลาจะเป็นประธานพิธีเปิดปฏิบัติการมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนผู้มีรายได้น้อย และมาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กของรัฐบาลทั่วประเทศ ตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล วงเงิน 137,000 ล้านบาท

ซึ่งประกอบไปด้วยมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร ด้วยการให้เงินกองทุนหมู่บ้านปล่อยกู้ต่อ วงเงิน 60,000 ล้านบาท, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชุน วงเงิน 36,000 ล้านบาท โดยใช้จ่ายผ่านตำบล ตำบลละ 5 ล้านบาท เพื่อนำไปสร้างสิ่งสาธารณประโยชน์และมาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายงบภาครัฐ โดยเร่งเบิกจ่ายงบฯโดยเฉพาะโครงการที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1 ล้านบาท ให้เร็วขึ้น ภายในระยะเวลา 3 เดือนสุดท้ายของปี 2558

สำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร ด้วยการให้เงินกองทุนหมู่บ้านนั้นจะปล่อยกู้ผ่านธนาคารออมสินและธ.ก.ส. ปลอดดอกเบี้ย 2 ปี จากระยะเวลาดำเนินการทั้งหมด 7 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขปล่อยกู้ให้หมู่บ้านละ 1 ล้านบาท เพื่อนำไปปล่อยกู้ให้กับสมาชิกรายละไม่เกิน 30,000 บาท หรือวงเงินกู้สูงสุดไม่เกินรายละ 70,000 บาท โดยการปล่อยกู้จะเน้นให้กับกลุ่มกองทุนที่ผ่านการประเมินศักยภาพแล้วในปี 2555


กลับขึ้นด้านบน