"จิตภัสร์" ต้านเสียงวิจารณ์ไม่ไหว ถอนตัวจากผู้สมัครข้าราชการตำรวจ

"จิตภัสร์" ต้านเสียงวิจารณ์ไม่ไหว ถอนตัวจากผู้สมัครข้าราชการตำรวจ

"จิตภัสร์" ต้านเสียงวิจารณ์ไม่ไหว ถอนตัวจากผู้สมัครข้าราชการตำรวจ

รูปข่าว : "จิตภัสร์" ต้านเสียงวิจารณ์ไม่ไหว ถอนตัวจากผู้สมัครข้าราชการตำรวจ

น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร อดีตแกนนำ กปปส. แถลงเปิดใจขอยุติกระบวนการเข้ารับการคัดเลือกเป็นรองสารวัตร สังกัดกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ 191 กองบัญชาการตำรวจนครบาลแล้ว หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ด้านผบ.ตร.ระบุเป็นสิทธิ์ของแต่ละบุคคล เมื่อเห็นว่าเข้ามาแล้วจะสร้างความไม่พอใจให้ข้าราชการตำรวจ การตัดสินใจดังกล่าวก็ถือว่าดี

วันนี้ (24 ก.ย.2558) เวลาประมาณ 10.00 น.น.ส.จิตภัสร์ จัดแถลงข่าวที่โรงแรมดุสิตธานี ยืนยันว่าการตัดสินใจถอนตัวเป็นการตัดสินใจด้วยตัวเอง พร้อมกับระบุว่า การสมัครเข้าเป็นตำรวจครั้งนี้มีเจตนาดี เพื่อทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ และสมัครเข้ารับการคัดเลือกตามขั้นตอน แต่เพื่อไม่ให้เป็นข้อถกเถียง และเกิดความแตกแยกของสังคม รวมทั้งองค์กรตำรวจ จึงขอยุติกระบวนการคัดเลือกเข้าเป็นข้าราชการตำรวจ โดยจะทำงานในนามมูลนิธิ กปปส.ต่อไป

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.จิตภัสร์ ตัดสินใจถอนตัวเข้ารับข้าราชการตำรวจว่าเป็นสิทธิ์ของบุคคลที่เห็นว่าเข้ามารับราชการตำรวจแล้วจะสร้างปัญหาหรือสร้างความไม่พอใจกับข้าราชการตำรวจการตัดสินใจดังกล่าวก็ถือว่าดี

ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่าตนได้ให้ความช่วยเหลือ น.ส.จิตภัสร์เข้ารับราชการตำรวจนั้นไม่เป็นความจริง แต่ยอมรับว่าทั้งตนเองและครอบครัวรู้จักกับน.ส.จิตภัสร์ แต่ไม่สนิทเป็นการส่วนตัว รวมทั้งภาพถ่ายที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ว่าเคยถ่ายรูปรูปคู่กับลูกชายนั้น ชายคนดังกล่าวไม่ใช่ลูกชายของตัวเอง

ด้านพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นกรณีน.ส.จิตภัสร์ โดยระบุว่า ได้ตอบเรื่องนี้ไปแล้ว ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหลักเกณฑ์และระเบียบในการคัดเลือก ส่วนตัวดูแลและให้นโยบายตำรวจเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติเท่านั้น

ภายหลังการแถลงข่าว น.ส.จิตภัสร์ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก "ตั๊น จิตภัสร์ กฤดากร" และในเว็บไซต์ www.chitpas.com ข้อความว่า

"วันนี้ตั๊นขอถือโอกาสในการชี้แจงและทำความเข้าใจข้อเท็จจริง จากกรณีที่หลายภาคส่วนในสังคม ตั้งข้อสงสัยในการสมัครเข้ารับราชการตำรวจของตั๊น ซึ่งตั้งแต่ต้น ตัวตั๊นเองมีเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเข้ามาทำงานเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติ โดยภาระหน้าที่ดังกล่าว เป็นสิ่งที่ตั๊นได้ทำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2551 จวบจนทุกวันนี้อย่างที่ทุกคนทราบกันดี ไม่ว่าจะเป็นการสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. เข้ามาทำงานการเมือง เพื่อรับใช้พี่น้องประชาชนที่ผ่านมา ถึงแม้ไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่ตั๊นก็ยังคงทำงานในลักษณะจิตอาสามาตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด จะมีตำแหน่งหรือไม่มีตำแหน่งใดๆ ก็ตาม

จากกรณีการเข้าสมัครรับราชการตำรวจของตั๊น จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวาง ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากความบริสุทธิ์ใจของตั๊นเอง ที่ต้องการอยากจะเข้ามา มีส่วนร่วมทำงานในบทบาทหน้าที่ของข้าราชตำรวจหรือที่เรียกว่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลบำบัดทุกข์ บำรุงสุข รับใช้ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนอีกทางหนึ่ง ซึ่งอาชีพตำรวจนั้นถือเป็นอาชีพที่ทรงเกียรติและเป็นกลไกสำคัญที่จะคงความยุติธรรมให้กับประชาชน และตั๊นก็คิดอยู่เสมอว่า ตำรวจเป็นอาชีพที่ต้องเสียสละทำงานหนัก เสี่ยงภัยอันตรายนานัปการ อีกทั้งเป็นผู้รักษากฎหมาย เพื่อผดุงความยุติธรรม ในฐานะเป็นที่พึ่งพาของประชาชน

ในห้วงเวลาที่ผ่านมา ตั๊นได้มีโอกาสทำงานร่วมกับพี่น้องตำรวจบางส่วนมาบ้าง ในบางสถานการณ์ ได้มีเวลาพูดคุยรับรู้ถึงความทุกข์ยากและอุปสรรคปัญหาของการดำรงชีพของพี่น้องตำรวจ โดยเฉพาะชั้นประทวน ตั๊นเองมีความปรารถนาดีที่จะเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งในการศึกษาและทำงาน เรียนรู้กระบวนการทำงานผ่านชีวิตการเป็นตำรวจ เพื่อที่จะเข้าใจและเข้าถึงความยากลำบากในการเป็นตำรวจ ซึ่งในเบื้องต้นปัญหาของตำรวจนั้นคือการขาดแคลนทั้งกำลังพลและงบประมาณ ซึ่งในภายหน้า ถ้ามีโอกาสตั๊นจะไม่ลังเลที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ในการขับเคลื่อนพัฒนาและแก้ปัญหาขององค์กรตำรวจให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับการเปิดรับสมัครเข้ารับราชการตำรวจดังกล่าวจะมีเป็นประจำทุกปี มีการเปิดรับสมัครบุคคลภายนอก โดยจะมีขั้นตอนกระบวนการในการสรรหา ซึ่งจะต้องผ่านการคัดเลือก การตรวจสอบ ตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งตัวตั๊นเองก็ได้ดำเนินการไปตามปกติทุกขั้นตอนตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องทุกประการ และในกรณีของตั๊นนั้น ยังไม่ได้มีการบรรจุเป็นร.ต.ต.ตามที่มีข่าวปรากฏตามสื่อต่างๆ แต่อย่างใด ซึ่งจนถึงตอนนี้ตั๊นเองยังไม่ทราบเลยด้วยซ้ำว่าจะผ่านการสอบคัดเลือกหรือไม่ก็ไม่รู้

ที่สำคัญจากการเชื่อมโยง กรณีของการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองของตั๊นที่ผ่านมา ตั๊นขอเรียนว่าบทบาทความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่านมานั้น เนื่องจากมีผู้เข้าร่วมการชุมนุมมาจากหลากหลายกลุ่ม ซึ่งอาจมีแนวความคิดที่แตกต่างกันได้ แต่ตั๊นไม่มีเจตนาหรือพฤติกรรมใดที่จะไปดูถูก เหยียบย่ำศักดิ์ศรีของพี่น้องตำรวจ เพียงแต่แสดงออกโดยการเรียกร้องอยากเห็นตำรวจเป็นที่พึ่งที่แท้จริงของประชาชน แม้ในสถานการณ์การชุมนุม ที่ต้องได้เจอกับพี่น้องตำรวจ เราต่างมีน้ำจิตน้ำใจไมตรีที่ดีซึ่งกันและกันเสมอ เพราะเข้าใจว่าต่างคนต่างดำเนินการไปตามหน้าที่ ส่วนกรณีภาพผู้หญิงท่านหนึ่งที่ไปทำลายป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และต่อมามีการนำมาตัดต่อภาพว่าเป็นตัวตั๊น ตั๊นขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริงค่ะ และคำให้สัมภาษณ์ในช่วงการชุมนุมที่เป็นภาษาอังกฤษที่มีการนำไปบิดเบือนนั้น ตั๊นได้ชี้แจงไปก่อนหน้านี้แล้วว่าไม่เป็นความจริงเช่นเดียวกัน

ทุกวันนี้น่าเป็นห่วงมาก ที่ยังคงมีการทำสงครามข้อมูลข่าวสารกัน โดยไม่ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงของแต่ละเหตุการณ์ สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยปัจจุบัน ยังคงจมอยู่กับความขัดแย้งและความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน ดังนั้นเพื่อไม่ให้กรณีของตั๊น ต้องเป็นชนวนเหตุที่ทำให้พ่อแม่พี่น้องในสังคม เกิดความไม่สบายใจ เป็นประเด็นที่ต้องมาถกเถียงกัน โดยเฉพาะในแวดวงพี่น้องข้าราชการตำรวจ ทุกระดับชั้น อันจะนำมาซึ่งความไม่สงบสุขในองค์กรตำรวจ หรืออาจขยายผลกลายเป็นไปเพิ่มความขัดแย้งในสังคม ตั๊นจึงตัดสินใจที่จะไม่เดินหน้าดำเนินการต่อไปตามขั้นตอนของกระบวนการคัดเลือกเป็นข้าราชการตำรวจดังกล่าว

ท้ายที่สุดนี้ ตั๊นขอกราบขอบพระคุณทุกๆ กำลังใจ และคงต้องแสดงความเสียดายอย่างสุดซึ้ง ที่คงไม่มีวาสนาพอที่จะได้เข้าไปทำงานในองค์กรตำรวจ สวมเครื่องแบบตำรวจ ในฐานะเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ แต่ตั๊นจะขอนำคำติชมของทุกท่าน นำมาปรับปรุง และพัฒนาตัวเอง เพื่อสานต่อในการทำงานรับใช้พ่อแม่พี่น้อง ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง ที่มุ่งมั่นตั้งใจในการทำงานเพื่อทำประโยชน์ให้กับประชาชนทุกคนต่อไป อย่างไม่ย่อท้อ ตั้นยังคงมุ่งหวังอยากจะเห็นคนไทยด้วยกัน หันมามอบความรักให้แก่กันและกัน แทนความเกลียดชังบนความขัดแย้งแตกแยก เพื่อสร้างโอกาสที่จะจับมือเดินหน้าประเทศไทยไปอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไป"


กลับขึ้นด้านบน