บทเรียนจากโศกนาฏกรรมฆ่าเด็ก 5 คน: แพทย์ยอมรับต้องปรับปรุงระบบดูแลผู้ป่วยทางจิต

บทเรียนจากโศกนาฏกรรมฆ่าเด็ก 5 คน: แพทย์ยอมรับต้องปรับปรุงระบบดูแลผู้ป่วยทางจิต

บทเรียนจากโศกนาฏกรรมฆ่าเด็ก 5 คน: แพทย์ยอมรับต้องปรับปรุงระบบดูแลผู้ป่วยทางจิต

รูปข่าว : บทเรียนจากโศกนาฏกรรมฆ่าเด็ก 5 คน: แพทย์ยอมรับต้องปรับปรุงระบบดูแลผู้ป่วยทางจิต

บทเรียนจากโศกนาฏกรรมฆ่าเด็ก 5 คน: แพทย์ยอมรับต้องปรับปรุงระบบดูแลผู้ป่วยทางจิต เหตุการณ์ชายอายุ 24 ปี เกิดอาการคุ้มคลั่ง ฆาตกรรมเด็ก 5 คน ในจังหวัดเชียงใหม่เมื่อวานนี้ (27 ก.ย.2558) อาจจะเป็นบทเรียนสำหรับคนที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยทางจิต และเป็นบทเรียนของแพทย์ที่จะต้องแน่ใจว่าว่าผู้ป่วยอยู่ร่วมกับสังคมได้ตามปกติ เพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยเหมือนกรณีนี้

วันนี้ (28 ก.ย.2558) ครอบครัวของ 5 เด็กชายและชาวบ้านต้นโชค ต.หนองบัว อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ทำพิธีเคารพศพตามความเชื่อของกลุ่มชาติพันธ์จีนยูนนาน เด็กชายทั้ง 5 คน อายุระหว่าง 5-8 ปี ถูกชายวัย 24 ปีซึ่งเป็นคนที่อยู่ในชุมชนเดียวกันที่เกิดอาการคลุ้มคลั่งใช้มีดทำร้ายจนเสียชีวิต

บิดาของผู้ก่อเหตุ และเพื่อนบ้านระบุว่า หลังกลับจากรับการรักษาทางจิตที่โรงพยาบาลสวนปรุง จ.เชียงใหม่ ญาติได้ดูแลเขาอย่างใกล้ชิดและให้กินยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้ข้อมูลว่า ผู้ก่อเหตฆาตกรรมเคยรับการรักษาอาการโรคซึมเศร้า ขณะทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ จากนั้นกลับมารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลสวนปรุง และเพิ่งกลับจากการรักษาที่โรงพยาบาลสวนปรุง ได้ประมาณ 1 เดือน ก่อนก่อเหตุ

นพ.ปริทรรศ ศิลปกิจ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการโรงพบาลสวนปรุง ระบุว่าจิตแพทย์อนุญาตให้ผู้ป่วยกลับบ้าน หมายความว่าผู้ป่วยหายดี สามารถอาศัยอยู่ในชุมชนได้ แต่ต้องกินยาอย่างต่อเนื่องและญาติต้องหมั่นสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด

"ยอมรับว่าการรักษาผู้ป่วยคนนี้ขาดช่วงไปนิดหนึ่ง คือ เมื่อผู้ป่วยได้รับอนุญาตให้ออกจาก รพ.สวนปรุงแล้ว เราอาจจะส่งต่อผู้ป่วยได้ไม่สมบูรณ์แบบ เราคงต้องปรับปรุง เพราะโดยทั่วไป คนไข้ประเภทนี้ไม่มีอันตรายถ้าได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ระบบของเราอาจจะยังไม่รัดกุมพอ" นพ.ปริทรรศกล่าว

ด้านนพ.อภิชาติ รอดสม สาธารณสุขนิเทศก์เขตสุขภาพที่ 1 ยอมรับว่า จากนี้จะต้องมีการบูรณาการหน่วยงานร่วมกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำขึ้นอีก

"ต่อไปต้องให้ความรู้ญาติที่ดูแลผู้ป่วยที่มีอาการทางจิต รวมถึงเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่จะต้องมาช่วยกันดูแลผู้ป่วย และต่อไปจะมีการจัดระบบคัดกรองและดูแลผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตที่อยู่ในชุมชน เพราะถ้ามีผู้ป่วยรายอื่นๆ อีกก็จะต้องประเมินว่าจะมีความเสี่ยงว่าจะเกิดเหตุแบบนี้อีกได้หรือไม่" นพ.อภิชาติกล่าว

ส่วนผู้ก่อเหตุฆาตกรรม ขณะนี้รักษาตัวที่โรงพยาบาลนครพิงค์ แม้จะเริ่มรู้สึกตัว แต่ยังให้การไม่ได้ โดยตำรวจจัดกำลังดูแลความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง
 
ส่วน นางยี่กอ แซ่เจิ้น มารดาของเด็กที่เสียชีวิต ซึ่งตั้งครรถ์ใกล้คลอดและบาดเจ็บจากการพยายามเข้าช่วยเหลือ มีอาการดีขึ้นและเด็กในครรภ์ปลอดภัย


กลับขึ้นด้านบน